2563/10/08

กล่องฆ่าเชื้อโรค...


สนใจติดต่อ 

Tel : 090-151-6149

กล่องฆ่าเชื้อโรค UV อเนกประสงค์

 ราคา 790.- บาท

รหัสสินค้า: 1155944

แบรนด์: BOB


BOB รวบรวมสินค้าสุดสมาร์ทเพื่อคนยุคใหม่ ให้คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้งในด้านการใช้งานและดีไซน์ที่ทันสมัย บุญถาวรคัดสรรสินค้าคุณภาพเพื่อคุณโดยเฉพาะ

 

กำจัดเชื้อโรคอย่างปลอดภัยด้วย กล่องฆ่าเชื้อโรค UV อเนกประสงค์ BOB สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสด้วยแสง UV อย่างรวดเร็วภายใน 5 นาที ตัวกล่องผลิตจากวัสดุ ABS + PMMA คุณภาพดี มาพร้อมดีไซน์สวยงามทันสมัย น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย สะดวกสบาย พกพาไปที่ไหนก็ได้ สามารถฆ่าเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลอด LED UV ความยาวคลื่นรังสียูวี 253.7 nm ออกแบบมาให้ฆ่าเชื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและครอบคลุมทั่วถึงทั้ง 360 องศา นอกจากนั้นยังมีช่องสำหรับใส่น้ำมันหอมระเหย ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง เหมาะสำหรับฆ่าเชื้อของใช้ส่วนตัวของคุณ เช่น โทรศัพท์มือถือ หน้ากากอนามัย แว่นตา หูฟังไร้สาย AirPods นาฬิกา สมาร์ทวอช เครื่องประดับ ฯลฯ

 

 

คุณสมบัติ

– กล่องฆ่าเชื้อโรค UV อเนกประสงค์ BOB

– ขนาด 22 x 13 x 4.8 ซม.

– วัสดุทำจาก ABS + PMMA คุณภาพดี

– ฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียได้อย่างรวดเร็วภายใน 5 นาที

– หลอด LED UV ประสิทธิภาพสูง ความยาวคลื่นรังสียูวี 253.7 nm

– ออกแบบให้ฆ่าเชื้อได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วถึง 360 องศา

– ด้านในมีช่องสำหรับใส่น้ำมันหอมระเหย

– พกพาสะดวก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย

– ใช้งานง่ายเพียงกดปุ่มเดียว

– ช่องชาร์จ USB สามารถเสียบใช้งานได้ง่าย

2563/06/22

เที่ยวปันสุข สุขใจได้แบบนี้..

นอกจากนี้ทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้สิทธิ์แพ็คเกจ “เราไปเที่ยวกัน” ที่เป็นส่วนลดค่าห้องพัก รวมถึงวิธีใช้สิทธิ์เงิน “บัตรกำนัลดิจิทัล” 600 บาทต่อคืน ดังนี้

  • วิธีใช้สิทธิ์ส่วนลดค่าห้องพัก 60%

1. รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าที่พักโรงแรม โฮมสเตย์ ตลอดทั้งโครงการจำนวนทั้งสิ้น 5 ล้านคืน ในอัตรา 40% แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 5 คืน

2. นักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้สิทธิ์จะต้องลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่าน “แพลตฟอร์มธนาคารกรุงไทย” โดยการจองผ่านระบบออนไลน์ และต้องจ่ายเงินค่าที่พักเมื่อจองที่พักในทันที 60% ส่วนอีก 40% รัฐบาลจะจ่ายให้กับโรงแรมเองเมื่อนักท่องเที่ยวเช็คเอาต์จากห้องพักแล้ว

3. นักท่องเที่ยว 1 คนจะได้รับ 1 สิทธิ์ หากจองที่พักเต็มสิทธิ์สูงสุดจำนวน 5 คืน สามารถแยกการเดินทางได้ และไม่จำเป็นต้องไปครั้งเดียว 5 คืนรวด เช่น ครั้งแรกอาจจะไปเข้าพักที่โรงแรมในพัทยา 3 คืน และในภายหลังไปเข้าพักที่เชียงใหม่อีก 2 คืนก็ได้ แต่ต้องอยู่ในช่วง 4 เดือน ตั้งแต่ ก.ค.-ต.ค. 2563 ซึ่งเป็นระยะของโครงการเท่านั้น

2563/06/18

นอนดึก ไม่ดีอย่างไร เรามาดูกัน

คุณหมอด้านเวชศาสตร์ชลอวัย อธิบายง่ายๆ ให้เข้าใจกันครับ
.
นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึก ใครที่นอนเกิน 5 ทุ่มครื่ง…จะมีผลทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมโทรมเร็วขึ้น ทั้ง สมอง หัวใจ หลอดเลือด ต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไธรอยด์ และภูมิคุ้มกันร่างกาย …แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ตั้งแต่ 4 ทุ่มไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นนาทีทองของการนอน ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 10 ประการ ดังนี้ครับ
.
1. สมองสร้างเคมีสุข
อย่างที่รู้ว่า สมองเป็นหัวเรือใหญ่ในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอน…ก็ยังมอบรางวัลให้ร่างกาย ทั้ง เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน) และฮอร์โมนเพศ แถมยังมีเคมีบำรุงร่างกายออกมา ช่วยควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยเจ็บได้ด้วย
.
2. สร้างเคมีหนุ่มสาว
ปกติแล้ว เคมีหนุ่มสาวที่เรียกว่า "โกรทฮอร์โมน" จะค่อย ๆ ลดลงตามวัย รวมทั้งการนอนดึก …ก็ทำให้โกรทฮอร์โมนน้อยลงไปด้วย …แต่ถ้าเราเข้านอนเร็ว สักราว 4 ทุ่ม ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง สมองจะช่วยผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติให้ สรุปว่ายิ่งเราหลับไว หลับสนิท เราก็ยิ่งดูอ่อนเยาว์ เพราะโกรทฮอร์โมน จะหลั่งในช่วงเวลา 00.00-01.30 น. รวมเวลา 1 ชม.ครึ่งเท่านั้น ซึ่งจะช่วยซ่อมเสริมภูมิต้านทานโรค ให้มีพลังร่างกายที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น

3. ความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้ในช่วง 4 ทุ่ม ถึง 5 ทุ่ม ปรากฏผลงานวิจัยติดตาม พบว่า มีผลต่อความจำ, ความมีสมาธิ อย่างมีนัยสำคัญ และ ลดอุบัติเหตุลงได้มากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบ คล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือ ไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง หรือ อาจเผลอเรอได้ง่ายๆ ดังนั้น ต้องนอนให้เต็มอิ่ม จะได้เป็นการชาร์จแบตให้สมอง พร้อมรับความจำใหม่ ๆ ได้ดี

4. คุมความดันโลหิตได้
การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีวิวิทยา ที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋ว ที่ทำงานซับซ้อน ช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน

5. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ
คนก็เหมือนเครื่องยนต์ ทำงานมาหนัก ก็ต้องหยุดพักบ้างจริงไหม ซึ่งการนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมรถ ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลายตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง โดยเฉพาะ ถ้าหลับลึกได้ในข่วง 00.00 - 01.30 น. ในแต่ละคืน สุขภาพย่อมแข็งแรง เสมือนย้อนไปในช่วงที่อยู่ในวัยเบญจเพศได้

6. ลดความเสี่ยงโรคอ้วน
ถ้าเรานอนเร็ว จะทำให้เราไม่หิวกลางดึก อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้อ้วน นอกจากนั้น ยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีดับหิวขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาในร่างกาย ให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย

7. มีความสุขง่ายขึ้น
ยิ่งอดนอนมาก สมองของเราก็ยิ่งอึมครึม ทำให้ขาดสมาธิ ความจำก็ไม่ดี อะไรมากระทบนิดกระทบหน่อย ก็หงุดหงิดอารมณ์เสียแล้ว แล้วจะมีความสุขได้อย่างไรล่ะ แต่ถ้าเราลองนอนให้เร็วขึ้น เราจะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมองได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไรก็มีความสุขได้ง่ายขึ้นจริง ๆ นะ

8. ได้ล้างพิษ
เวลาที่เรานอน จะเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น ลองสังเกตดูสิ ถ้าใครชอบอดนอน หรือ นอนดึก นอกจากหน้าตาดูหม่นหมองแล้ว ยังมีปัญหาท้องผูกด้วย นั่นเพราะส่วนหนึ่งของพิษมาจากการนอนดึก เพราะฉะนั้น สาว ๆ ที่ชอบปวดรอบเดือนบ่อย ๆ ให้แก้ไขด้วยการนอนให้เร็วขึ้น จะช่วยคุมเคมีปวดได้มากขึ้น

9. ไม่เสี่ยงโรคกำเริบ
เครื่องยนต์ที่ทำงานเกินเวลา ก็เสียได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ไม่ยอมพักผ่อน ไม่ยอมหลับยอมนอน ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย ก็อาจทำให้โรคที่พกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ พากันแผลงฤทธิ์ขึ้นได้ โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียด โรคซึมเศร้า และโรคมะเร็ง เป็นต้น

10. ช่วยป้องกันการแก่ให้ช้าลง
ไม่อยากแก่ รีบชวนกันนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม หรือ สูงสุด ไม่เกิน 5 ทุ่มครึ่ง เพราะ การนอนไม่ดึกมาก จะช่วยเสริมสร้างความเป็นหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิทได้ง่ายขึ้น ไม่ทำร้ายร่างกายให้แก่ก่อนวัยอันควร เพราะ จะช่วยป้องกันความเสื่อมชราให้ช้าลงได้ด้วย

อยากมีสุขภาพที่ดีในระยะยาวอย่างยั่งยืนต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรม ฝึกให้เป็น "นิสัย" ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ออกกำลัง และพักผ่อนให้เพียงพอ จะทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดี เพราะไม่มีใครสามารถให้ "สุขภาพ" ที่ดีกับเราได้ ยกเว้นเราต้องทำให้ตัวเอง และร่างกายคือบ้านที่เราต้องรักษา เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข การป้องกันดีกว่าการซ่อมแซม เราคงไม่อยากเอาเงินที่หามาได้ไปแลกกับความเจ็บป่วยต่างๆ 

เริ่มเลยวันนี้..

2563/06/12

Hackathon สุ่มหัวกัน

Hackathon มาจากคำว่า Hack รวมกับคำว่า Marathon โดยที่คำว่า Hack ก็คือ Hacker ซึ่งในที่นี้ หมายถึงบุคคลที่ชอบคิดใหม่ ทำใหม่ ส่วน Marathon ก็คือการวิ่งระยะยาว 

แต่ในที่นี้เราหมายถึงการทำกิจกรรมใดซักกิจกรรมหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆค่ะ เลยทำให้คำว่า Hackathon คือการรวมหัว...เอ๊ย ระดมความคิดของคนที่ชอบคิดใหม่ ทำใหม่ โดยที่มานั่งระดมสมองช่วยกันคิด ช่วยกันผลิตผลงานชิ้นหนึ่งขึ้นมา โดยใช้เวลาทำแบบต่อเนื่องชนิดที่ว่าข้ามวันข้ามคืน มีทั้ง 12 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง หรือเลยเถิดอยู่กันไปยาวนานจน 48 ชั่วโมงเลยก็มีค่ะ และนอกจากมีการระดมสมองต่อเนื่องกันเป็นเวลานานแล้ว 

Hackathon ก็จะมีการแข่งขันกันระหว่างผู้สมัครทีมต่างๆ โดยจะต้องมีตัวแทนของแต่ละทีมออกมานำเสนอไอเดียหรือที่เรียกว่า pitch ไอเดีย โดยผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินว่าทีมใดจะได้รางวัลก็คือบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับโจทย์ของการทำ Hackathon นั้นๆและ/หรือเป็นนักลงทุน ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการที่ต้องการจะซื้อไอเดียของผู้เข้าแข่งขัน Hackathon ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายสู่ตลาดต่อไป  

และในระหว่างการ Hack นั้น แต่ละทีมที่เข้าแข่งขันก็มีโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำจาก Mentor หรือทีมพี่เลี้ยงซึ่งมีประสบการณ์ในการทำ Startup เพื่อทำการปรับปรุง เพิ่มเติมหรือแก้ไขผลงานของทีมตนเองเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอีกด้วย

2563/06/10

new normal พลวัตเนสท์เล่ และ พีแอนด์จี

พลวัตปี 2020 : ฐปนี แก้วแดง (แทน)

แม้ว่าสถานการณ์เกี่ยวกับโควิด-19 เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลายประเทศได้เริ่มเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่นักการตลาดเชื่อว่า พฤติกรรมการช้อปปิ้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการระบาด จะไม่เปลี่ยนไปและจะกลายเป็นฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) หลาย ๆ แบรนด์กำลังแข่งกันปรับตัวอยู่ในขณะนี้ 

มีรายงานจากซีเอ็นเอ็นว่า ผู้บริหารระดับอาวุโสของบริษัท พร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (พีแอนด์จี) ต้องออกไปสำรวจตลาดสามวันต่อสัปดาห์เพื่อดูว่าผู้บริโภคกำลังซื้ออะไรบ้างและ ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไรและผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับความนิยมหรือไม่

พีแอนด์จี เป็นหนึ่งในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคหลาย ๆ แห่งที่คาดการณ์ว่า พฤติกรรมใหม่ที่ได้หล่อหลอมขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงวิธีการช้อปปิ้งของผู้บริโภคเป็นการถาวร

มีหลักฐานในเบื้องต้นชี้ว่า กำลังมีการเปลี่ยนแปลงการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผู้บริโภคกำลังซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพและบ้านมากขึ้น และกำลังเริ่มคำนึงถึงค่าใช้จ่ายมากขึ้นในขณะเดียวกันก็เลือกที่จะประหยัดมากขึ้น

มาร์ก ชไนเดอร์ ซีอีโอของเนสท์เล่ บอกว่า บริษัทกำลังทำความเข้าใจว่าวิกฤตเศรษฐกิจมีความหมายต่อสินค้าแต่ละประเภทอย่างไร เนื่องจากมีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยอาจจะต้องใช้เวลาหลายไตรมาสหรือหลายปี

ผู้บริหาร ยูนิลีเวอร์ ก็กำลังประเมินตลาดแต่ละตลาดว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสินค้าหลัก ราคาและขนาดบรรจุภัณฑ์หรือไม่ โดยมองว่า ไม่มี “คู่มือ” สำหรับภาวะถดถอยในครั้งนี้ และจะต้องสร้างความคล่องตัวและความยืดหยุ่นสำหรับอนาคตอันใกล้นี้

ในขณะที่มีหลายอย่างที่ไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ไลฟ์สไตล์บางอย่างเปลี่ยน และรูปแบบในการใช้จ่ายจะอยู่ได้นานกว่ามาตรการเว้นระยะทางสังคม ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคส่วนหนึ่งเลือกที่จะช้อปสินค้าออนไลน์เพราะห้างร้านปิดหรือเพราะต้องการหลีกเลี่ยงผู้คน และในขณะนี้ได้มีพฤติกรรมแบบบนี้มากขึ้นและไม่น่าจะกลับไปใช้วิถีแบบเก่าโดยสิ้นเชิง

รายงานของแมคคินซีย์ ชี้ว่า บทเรียนในช่วงต้นจากจีนชี้ว่า ส่วนแบ่งตลาดออนไลน์จะยังคงเหนียวแน่นอยู่ 3-6% โดยได้รับแรงขับจากคนรุ่นเก่าที่รู้สึกสบายใจกับช่องทางดิจิทัลและจากผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยงานวิจัยนี้พบว่า ร้านของชำใหญ่สุด 3 แห่งในอังกฤษ ได้เพิ่มช่องทางในการส่งสินค้าใหม่มากกว่า 500,000 แห่งในเวลาเพียงสองสามสัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

ยอดขายอี-คอมเมิร์ซของเนสท์เล่ ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 30% ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ ในขณะที่ยอดขายออนไลน์ของพีแอนด์จี โต 35% ในช่วงเดียวกัน

ซีอีโอเนสท์เล่ กล่าวว่า วิกฤตไวรัสโคโรนาน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ยอดขายอาหารและเครื่องดื่มทางออนไลน์ทะลุทะลวง เนื่องจากคนที่ไม่ซื้อของชำออนไลน์ในก่อนหน้านี้ ได้ค้นพบว่า มันสะดวกเพียงไร

แม้นักวิเคราะห์มองว่า อี-คอมเมิร์ซไม่น่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงเหมือนในขณะนี้ แต่มันถึงจุดที่จะโตต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทรนด์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจะมีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน เพราะว่าคนจะล้างหน้า และล้างมือมากกว่าเก่า และซักผ้าบ่อยขึ้น และน้ำส้มที่ถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะมีวิตามินซีสูง ก็จะมียอดขายมากขึ้น

แม้จะมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ และภัตตาคาร บาร์ และโรงหนังเปิดแล้ว แต่มีความเชื่อว่า คนจะไม่รีบออกไปนอกบ้าน และอาจจะโฟกัสอยู่กับบ้านมากขึ้น เช่นใช้เวลาอยู่กับบ้าน ทานอาหารที่บ้านและทำความสะอาดบ้านมากขึ้น เนื่องจากการว่างงานยังสูง ผู้บริโภคจำนวนมากจะต้องลดงบสันทนาการและอาจตัดสินใจเก็บเงินมากขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะถดถอย

ข้อมูลจากธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางยุโรปเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า อัตราการออมของครัวเรือนในเศรษฐกิจใหญ่สุดของยุโรปบางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม  เช่นเดียวกันในสหรัฐฯ ที่อัตราการออมพุ่งสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2524

มีการคาดการณ์ว่าภาวะถดถอยหลังเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาจะเลวร้ายสุดในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งหมายถึงว่าธุรกิจและผู้บริโภคจะขัดสนเงินสดในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ดี บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เนสท์เล่ ยูนิลีเวอร์ และพีแอนด์จี มั่นใจว่าผู้บริโภคจะสร้างความสมดุลของราคากับมูลค่าได้ โดยจะเลือกแบรนด์ที่มั่นคงและคุ้นเคย และไว้ใจได้

พฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ น่าจะเป็นแนวทางให้บริษัทปรับตัวหลังยุคโควิดได้ไม่มากก็น้อย

2563/05/26

เป้าหมาย จีนในอีก 5 ปีข้างหน้า

ชัดเจน และมองเห็นเป็นรูปธรรมดีมาก  สำหรับเป้าหมายของจีน หลังจากการประชุมสภา (May 2020)

  • ในปีนี้ไม่มีการกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • เป้าหมายดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3.5%
  • การว่างงานควรจะอยู่ที่ 5.5%
  • ตำแหน่งงานใหม่ในเขตเมืองเพิ่มขึ้น 9 ล้านตำแหน่ง
  • เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูง 33.3 ล้านไร่
  • ภาคธุรกิจออมเงินได้เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านล้านหยวน
  • เพิ่มสินเชื่อของธนาคารใหญ่ให้ธุรกิจเล็ก 40%
  • เพิ่มเพดานงบประมาณขาดดุลขึ้นมาอีก 1 ล้านล้านหยวนเทียบกับปีที่แล้ว
  • ออกพันธบัตรรัฐบาลสู้โควิด-19 มูลค่า 1 ล้านล้านหยวน
  • ออกพันธบัตรพิเศษรัฐบาลท้องถิ่น 3.75 ล้านล้านหยวน

2563/05/19

JAL บริหารผู้นำ แก้วิกฤตองค์กร

ถอดบทเรียน กู้วิกฤติสายการบิน JAL ล้มละลาย 7 แสนล้านบาท ฟื้นได้ภายใน 1 ปี 
.
เหตุการณ์นี้  ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกรณีศึกษา ที่สามารถหยิบมาเล่าสู่กันฟังได้ ซึ่ง ถ้าการบินไทย กล้าทำตาม และ ทุกคนที่เคยฉกฉวยเอาประโยชน์ จากการบินไทย ยอมหยุดพฤติกรรมเดิม เริ่มต้นใหม่ เจริญรอยตาม JAL ยุคใหม่ ซึ่งเป็นแม่บท ในดำเนินการตาม เพื่อเป็น new normal ในการบินไทย เชื่อว่า น่าจะได้ผลดี

จากเหตุการณ์เมื่อปี 2010 วิกฤติสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น JAL (JAPAN AIRLINES) ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อจะฟื้นฟูกิจการ จากภาวะล้มละลาย หลังขาดทุนติดต่อกันจนเป็นหนี้มากถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือราว 7 แสนล้านบาท และ ต้องออกจากตลาดหลักทรัพย์ เหตุการณ์นี้เป็นข่าวที่สร้างความตะลึงไปทั่วโลก เพราะ JAL เป็นสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงและทำรายได้แต่ละปีได้มหาศาล
.
หลังจากนั้น ความตะลึงยิ่งกว่ากำลังจะตามมา เมื่อ JAL สามารถฟื้นฟูสภาพการเงินให้กลับมาดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัดภายใน 1 ปี โดยทำกำไรได้กว่า 80,000 ล้านบาท JAL ทำได้อย่างไร?? อาจจะเป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ใครถูกมอบหมายให้เป็นหัวเรือในการแก้อภิมหาวิกฤติครั้งนี้??

คำตอบคือผู้ก่อตั้ง “เคียวเซร่า” นาย คาซุโอะ อินาโมริ (Kazuo Inamori) นักบริหารลายครามวัย 78 ปี ผู้ปลุกปั้น “เคียวเซร่า” (Kyocera Corporation) จนกลายมาเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น และได้รับการยอมรับในเวทีโลก 
.
หนึ่งในประโยคอิมแพคที่ อินาโมริ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ในช่วงที่เขาได้รับมอบหมายภารกิจใหม่ ๆ ในช่วงปี 2010 ที่สำคัญ เขาไม่ขอรับค่าจ้างจากภารกิจนี้เลย แม้แต่เยนเดียว
.
อินาโมริ ไม่เคยมีประสบการณ์ หรือ ไม่เคยมีความรู้ด้านการบริหารสายการบินมาก่อน แต่ทำไมเขาถึง พาองค์กรที่กำลังโคม่าอย่างหนัก ให้พ้นวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว  หนึ่งในวิธีการ คือ เค้าเอาหลักการ และปรัชญาในการบริหาร เคียวเซร่า มาปรับใช้กับ JAL 
.
ปัญหาใหญ่ที่ อินาโมริ พบ คือ 
1.การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในองค์กร 
2.ความไม่ใส่ใจในปัญหาอย่างจริงจังของผู้บริหาร 
3.ผู้บริหารขาดความรับผิ7ชอบ 
4.เจ้าหน้าที่ระดับสูงสร้างรูปแบบการบริหารที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง และ
5.ที่สำคัญความเทอะทะ และเชื่องช้าขององค์กร ที่มีทรัพยากรที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์มากเกินความจำเป็น

สิ่งที่ยากที่สุด คือ การทำให้คนในองค์กรยอมรับ และพร้อมที่จะกู้วิกฤติครั้งนี้ ไปกับ อินาโมริ แน่นอนว่า พนักงานหลายคน ไม่เห็นด้วยกับแผนการดำเนินงานของเขา โดยเฉพาะ คนที่เสียประโยชน์ นี่คือ การรื้อองค์กรใหม่หมดทั้งโครงสร้าง
.
ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ อินาโมริ ต้องอดทนใช้หัวใจ และ มันสมองไปพร้อม ๆ กัน เขาต้องทำให้พนักงานเชื่อมั่นในตัวเขา เชื่อมั่นในยุทธศาสตร์ที่จะพา JAL พ้นวิกฤติ โดยต้องเริ่มจากผู้บริหารระดับบนก่อน
.
ปรับทัศนคติผู้บริหารสไตล์ “อินาโมริ”
ผู้บริหารระดับสูง ในองค์กรกว่า 50 คน จำเป็นต้องเข้าอบรบเพื่อสร้างทัศนคติในการเป็นการเป็นผู้นำ และผู้บริหารใหม่หมด โดยต้องอบรม รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 17 ครั้ง ภายในหนึ่งเดือน
.
วิธีการของของ อินาโมริ ผสมผสานความอ่อนโยน ประนีประนอมสลับกับความหนักแน่น ในสไตล์ผู้นำ หลายครั้งที่การอบรมก็เป็นไปอย่างสบาย ๆ ดื่มเบียร์ไปด้วย พูดคุยกันไปด้วย ปี 2012 สำนักข่าว BBC เคยตีข่าวนี้โดยใช้พาดหัวว่า “Beer with boss Kazuo Inamori helps Japan Airlines revival”
.
หลักการของผู้นำ ในแบบฉบับของ อินาโมริ นั้นคือ การเป็นผู้ที่รอบรู้ในเรื่องการเงิน  มีแพสชันกับสิ่งที่ทำ  มีบุคลิกภาพที่ดี และมีความทุ่มเทเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
.
ผู้บริหาร 50 คนที่ผ่านการอบรม จะต้องส่งมอบองค์ความรู้ และทัศนคติในแบบที่ผู้นำพึงมี ไปสู่ผู้บริหารลำดับถัดไป จนครบจำนวน 200 คน 
.
นอกจากนี้ อินาโมริ ยังพยายามปลูกจิตสำนึก  ให้พนักงานรู้ถึงมูลค่าของต้นทุนในทรัพยากรต่าง ๆ ที่อยู่ในองค์กร 

เขาใช้วิธีติดป้ายราคา ไว้ที่ของใช้ต่าง ๆ ในองค์กร เช่น กระดาษแต่ละแผ่น ที่หยิบไปใช้นั้น มีราคาเท่าไหร่ ฯลฯ ฯลฯ
.
ปลดพนักงาน และ ลดขนาดองค์กรอย่างมีหลักการ

JAL ปลดพนักงาน 30% จากจำนวน 50,000 คน เหลือราว 35,000 คน วิธีนี้ทำให้ JAL ประหยัดต้นทุนได้มากถึง 32,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ นึกอยากจะยื่นซองขาวก็ยื่นเลยนะครับ ต้องบอกว่าวิธีการของ อินาโมริ แยบคาย และมีเหตุผลมาก 

ในช่วงแรกนั้นพนักงานทุกคนยังคงทำงานตามปกติของพวกเขา ซึ่ง อินาโมริ ใช้แนวคิดการทำงานแบบ “กลุ่มย่อย” มาใช้กับองค์กรเพื่อแบ่งหน่วยการทำงาน ออกเป็นหน่วยย่อย 600-700 ทีม 
.
โดยแต่ละทีม ต้องวางระบบงาน และมีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง โดยมุ่งหมายให้ทุกทีม สามารถทำกำไรเพื่อหล่อเลี้ยงสมาชิกภายในทีมได้  วิธีนี้ จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบและเกิดการแข่งขันกันภายในองค์กร อย่างมีจุดมุ่งหมาย  ซึ่งทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้นว่า  พาร์ทไหนที่ทำให้องค์กรต้องแบกรับภาระ  โดยไม่ก่อเกิดประโยชน์ หรือทำให้ต้องขาดทุน 
.
จึงนำไปสู่การปรับโครงสร้าง และ ลดจำนวนพนักงานที่อยู่ในส่วนที่ไม่ทำกำไร  รวมถึง การขายเครื่องบินทิ้งกว่า 60 ลำ และ ยกเลิกเส้นทางการบินที่ไม่ทำกำไร ทั้งในและนอกประเทศ 40 เส้นทาง เพื่อแลกกับเงินทุนอัดฉีดจากกองทุนริเริ่มฟื้นฟูวิสาหกิจ (ETIC) 300,000 ล้านเยน หรือราว 83,000 ล้านบาท รวมไปถึงเงินกู้จากรัฐบาล
.
ด้วยหลักการบริหาร และการแก้ปัญหาอย่างทุ่มเท จากทั้งมันสมอง แรงใจ และ แรงกายของ อินาโมริ (เขาให้สัมภาษณ์ว่าน้ำหนักลดไปถึง 4 กิโลกรัมในช่วง 6 เดือนแรก) ทำให้สายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น ที่กำลังอยู่ในอาการโคม่าขั้นสุดท้าย  พลิกฟื้นกลับมาจนสามารถกลับมาทำกำไรได้มหาศาล  ภายในเวลาไม่กี่ปี และได้เข้าร่วมเป็น 1 ใน 13 สายการบินใน Oneworld ปัจจุบันมีจำนวน 80 ปลายทาง ใน 20 ประเทศทั่วโลก
.
รวมถึง ยังจับมือกับ Qantas Group (ออสเตรเลีย) และ Tokyo Century Corporation ก่อตั้งสายการบินราคาประหยัด Jetstar Japan ปี 2018 JAL มีรายได้ 1.48 ล้านล้านเยน (ประมาณ 414,000 ล้านบาท) ส่วนกำไร 1.76 แสนล้านเยน (ประมาณ 49,000 ล้านบาท) 
.
JAL เป็นเคสเหตุการณ์แก้วิกฤติที่ชี้ศักยภาพของ “ผู้นำ” ได้ชัดเจนที่สุด และทำให้เราเห็นว่า “ผู้นำ” มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดไหน

Cr.BrandThinkme