แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

2563/04/06

หลังโควิด โลกธุรกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร

หลังโควิด โลกธุรกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร

- ขณะนี้ ธุรกิจทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงช็อคกับการถดถอยของเศรษฐกิจ ปัจจัยหลักคือผลจากโควิต-19 ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างและร้ายแรงกว่าที่คาดไว้มาก

- ถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าทุกอย่างจะจบเมื่อไหร่ เพราะเหตุการณ์นี้ ต่อให้โควิดจบ เศรษฐกิจก็ไม่จบ

- และถึงแม้ว่าโควิดจะจบลง แต่วิธีการทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะปัจจัยแวดล้อมภายนอกในการทำธุรกิจมันเปลี่ยนตามเหตุการณ์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภค วิธีการแข่งขัน ระบบการบริหารจัดการร้าน วิธีการเข้าถึงลูกค้า ฯลฯ 

- สรุปให้สั้นคือ ของที่เคยขายได้ อาจกลายเป็นไม่จำเป็น ของที่ไม่เคยมองเห็น อาจกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

- ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลด้านบวกกับธุรกิจ เราเรียกว่า โอกาสทางธุรกิจ Opportunity ส่วนปัจจัยที่ส่งผลร้ายกับธุรกิจ เราเรียกว่า ภัยคุกคาม (Threats) 

- ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ คือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ แต่จำเป็นต้องคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเพื่อที่จะได้คว้าโอกาสหรือรับมือได้ทัน

- อย่าสับสน เอาโอกาสทางธุรกิจไปเทียบกับสิ่งที่เรียกว่า fake demand หรือความต้องการซื้อแบบปุบปับ เพราะโอกาสทางธุรกิจจะเป็นสิ่งที่ระยะยาว เป็นเชิงกลยุทธ์ เกิดแล้วจะอยู่กับเราไปอย่างน้อย 2-3 ปี ส่วน fake demand คือเกิดแบบสั้น ๆ เช่นการการซื้อของตุน หรือซื้อของเพื่อฉวยโอกาสเก็งกำไร

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สิ่งที่คาดว่า จะเกิดขึ้นหลังจากโควิดจบ 
ต้องไปแปลเอาเองว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นบวกหรือลบสำหรับธุรกิจของเรา 

1. โลกเหมือนสภาพหลังสงคราม ธุรกิจใหญ่น้อยเสียหายตามกำลังการบริโภคที่หายไป เตรียมใจไว้เลยว่า สภาวะแบบนี้ ใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเท่าเดิม 

2. ประเทศไทยจะจนไปอีกนาน เนื่องจากรายได้รัฐจากภาษีทุกประเภทลด (Vat, สรรพสามิต, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ในขณะเดียวกัน รายจ่ายก็เพิ่มขึ้น

3. กำลังซื้อจะหายไปมากกว่า 60-70% สินค้าฟุ่มเฟือยจะเป็นที่ต้องการน้อยลงเนื่องจากช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว ผู้คนจะใช้เงินกับสิ่งจำเป็นมากกว่า และมีราคาที่พอเหมาะตามฐานะมากขึ้น

4. เงินในระบบจะค่อยๆหายไปจากเศรษฐกิจจากการเรียกใช้งาน application จากต่างประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาผ่าน social media หรือบริการส่งของถึงบ้าน เราทุกคนกำลังทำให้ประเทศและตัวเองยากจนลงไปอีกเพราะความสบาย ช่วยกันใช้เท่าที่จำเป็นและวัดผลได้ก็พอ

5. ผู้คนเคยชินกับการอยู่บ้านมากขึ้น พร้อมกับธุรกิจที่รู้แล้วว่า การมีออฟฟิศใหญ่ๆสำหรับพนักงานทุกคนเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

6. ศูนย์การค้าก็อาจเป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับคนอยากมีร้านเช่นกัน

7. นอกจาก Work From Home แล้ว เราจะเห็น Study From Home เป็นเรื่องปกติมากขึ้นโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป

8. จับตาเรื่องหนี้เสีย  (NPL) เพราะจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจตัวต่อไป 

9. อาชญากรรมและความปลอดภัย จะสวนทางกับเศรษฐกิจเสมอ

10. Online กลายเป็น lifestyle ปกติไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และกลายเป็นช่องทางการขายหลักของธุรกิจเล็ก

11. โลกจะเริ่มแบ่งแยกและปกป้องประเทศตัวเองมากขึ้น เราจะกลับไปสู่คำว่า ต่างคนต่างอยู่อย่างรัดกุมมากขึ้น

12. การเดินทางต่างประเทศลดลง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเพื่อธุรกิจ 

13. รวมถึงการปิดกั้นแรงงานต่างชาติ เพราะแต่ละประเทศจะสนับสนุนให้จ้างงานคนในชาติก่อน ประเทศที่เคยพึ่งแรงงานต่างชาติจะลำบากมาก

14. นอกจากแรงงานจะหายแล้ว ทักษะงานหลายอย่างก็หายตามไปด้วยเนื่องจากเว้นว่างจากการทำงานไปนาน 

15. หุ่นยนต์ยิ่งมีบทบาทมากขึ้นอีกและจะถูกเร่งพัฒนาออกมาให้แทนปัญหาคน (แรงงานขาด คนขาดทักษะ และค่าแรงสูง)

16. คนวัยทำงานต้องทำงานหนัก แทบไม่มีเวลาออกไปพักผ่อน เที่ยวเล่นเหมือนเดิม

17. สิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลายมากที่สุด คือการเสพสื่อผ่านมือถือ

18. ภาษากลายเป็นสิ่งสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะภาษาของประเทศในโลกกำลังพัฒนาใหม่ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิดเช่น อเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ ส่วนยุโรปกับอเมริกา ฝากความหวังได้น้อยมาก 

19. คนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1 เรื่องคือด้านการป้องกันสุขภาพ ธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นและเรื่องระบบป้องกัน screening ด้านความสะอาด จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆออกมาให้เห็น 

20. ธุรกิจอาหารที่มือผู้ขายและผู้ซื้อจะสัมผัสกับอาหารโดยตรง จะได้รับความนิยมลดลง

21. ระบบข้อมูลสุขภาพรายบุคคล จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญในทุกวงการ

22. สินค้าที่คุณภาพระดับ Good Enough ในราคาที่ Affordable จะเป็นสิ่งหลักที่ขับเคลื่อนตลาด สินค้าที่วางตัวเองเป็น Premium Mass (คุณภาพดีกว่าในราคาที่คนส่วนใหญ่ซื้อได้) จะเป็นตัวผลักดันธุรกิจให้มีกำไร

23.​ ลืมคำว่า​ Experienced Marketing ไปสักระยะ​ โลกยุคต่อไปคือ​ Survived Marketing การตลาดที่ช่วยให้ผู้บริโภคเอาตัวรอดได้ไปพร้อมแบรนด์​

24. ธุรกิจ luxury จะซบเซาไปอีกพักใหญ่หาไม่ปรับกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่

25. แบรนด์เนมจะแตกไลน์ไปหาธุรกิจใหม่ที่ขายได้ โดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นตัวรับประกันคุณภาพ

26. อาชีพการตลาดแบบตรงจะกลับมารุ่งเรือง การขายแบบผ่านคนกลางจะลดบทบาทลงเพราะถูก online แทนที่

27. วัตถุดิบจะกลับมาราคาลดลง เพราะผ่านการซื้อขายที่ไม่ผ่านคนกลาง

28. Lifestyle แบบ self-made ธุรกิจลักษณะ homemade จะกลายเป็นเรื่องปกติ 

29. ผู้ที่สร้างผลผลิตได้เองจะฟื้นตัวได้ก่อน คนกลุ่มนี้คือกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ 

30. ส่วนตัวคิดว่าเป็นยุคที่โลกหมุนกลับมาให้คุณค่ากับอาชีพเกษตรกรรม และจะเหนือกว่าถ้าเป็นเกษตรกรรมเชิงเทคโนโลยีที่ควบคุมเรื่องคุณภาพและความสะอาด ไม่ใช่ปลูกแบบใช้ปุ๋ยหรือสารเคมี

ทั้งหมดที่เขียนมา เป็นมุมมองส่วนตัวทั้งหมด เชื่อหรือไม่ แล้วแต่ความสะดวกใจนะครับ แต่ที่แน่นอนคือจากนี้ การทำธุรกิจจะเป็นงานยาก กับการปรับตัวรับมือกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ 

แต่เราจำเป็นต้องปรับตัวไปกับมันให้ได้เช่นกันนะครับ 
cr.trick of the trade

2558/05/11

เด็กเศรษฐศาสตร์ ชวนดูละครประวัติศาสตร์



ในฐานะเด็กเศรษฐศาสตร์ และเป็นรุ่นพี่ของดารานำ "นาวิน ตาร์"  จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปดูและสนับสนุนละครดีๆเช่นนี้ ซึ่งนานๆ จะมีออกมาสักครั้งหนึ่ง
โดยในแง่ของเศรษฐกิจแล้ว.. ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าไม่มั่นใจว่าจะสามารถดึงเงินออกจากกระเป๋าคนดูได้คุ้มกับที่ลงทุนไปหรือไม่??
แต่ก็ต้องขอปรบมือมา ณ ที่นี้.. ที่ทีมงานได้ทำละครเรื่องนี้มานำเสนอ

ละครเรื่อง “มังกรสลัดเกล็ด เดอะมิวสิคัล” นำแสดงโดย “นาวิน ตาร์” หรือ นาวิน เยาวพลกุล ที่จะมารับบท ดร.ป๋วย ในองก์ทดแทนแผ่นดิน สุประวัติ ปัทมสูต รับบท ดร.ป๋วย
ในองก์ฝ่ามรสุม และ “อาร์ม” กรกัณฑ์ สุทธิโกเศศ รับบท ดร.ป๋วย ในองก์เสรีไทยลายมังกร
ส่วนนาวิน ตาร์ นั้น ช่วงนี้สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเดียว ปลีกเวลาซ้อมบทอาจารย์ป๋วยภาคทดแทนแผ่นดินได้อย่างเต็มที่

ดร.นริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ปรึกษาของสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้จัดแสดงละครเรื่องนี้ ได้เปิดแถลงข่าวครั้งแรกไปเมื่อกลางเดือนที่แล้วที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย มีผู้สื่อข่าวบันเทิงจากสื่อทุกแขนงไปร่วมฟังการแถลงกว่าร้อยราย
ในวันแถลงข่าวมีการแสดงสดๆเป็นตัวอย่างให้สื่อมวลชนดูชมด้วยหนึ่งฉาก เป็นฉากในอังกฤษตอนที่ ดร.ป๋วยกำลังจะลาจากภรรยา (มาลีน) เพื่อลงเรือไปต่างประเทศเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเสรีไทย
ประเด็นสำคัญก็คือ ดร.ป๋วยกับภรรยามีความเห็นต่างกันมากเกี่ยวกับเรื่องของสงคราม เนื่องเพราะภรรยาของท่านต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบและทุกกรณี โดยปฏิเสธการ ใช้อาวุธและการประหัดประหารใดๆทั้งสิ้น
เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ภรรยาท่าน ออกมาต่อต้านโดยไม่ยอมถูกเกณฑ์ไปช่วยรัฐบาลอังกฤษ แม้จะเป็นการไปช่วยแนวหลังมิได้ออก สู้รบแต่ประการใดก็ตาม
แต่คุณป๋วยสามีท่านกลับจะไปจับอาวุธเป็นเสรีไทย ทั้ง 2 สามีภรรยาจึงต้องถกเถียงกันในเรื่องอุดมคติอย่างเคร่งเครียดและเข้มข้น แม้จะด้วยความรักที่มีต่อกันก็ตาม

นี่คือบทที่ “นาวิน ตาร์” (ดร.ป๋วย) และ น้องจ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม (มาลีน) แสดงได้อย่างประทับใจนักข่าว เรียกเสียงปรบมือกราวและยาวนาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา

ฉาก 3.2 ท่าเรือ ประเทศอังกฤษ ปี 2485
ป๋วย-มาลีน ผมจำเป็นต้องไป
มาลีน-สงครามมันมีความหมายกับลูกผู้ชายอย่างเธอนักใช่มั้ย ป๋วย
ป๋วย- ผมเกิดหนเดียว ตายหนเดียว ผมขอตายอย่างมีความหมาย
มาลีน-ความมุ่งมั่นของเธอกับของฉันช่าง ต่างกันนัก
ป๋วย-เธอคงไม่เข้าใจคนพลัดถิ่นอย่างฉัน หรอก การอาสาเข้าเป็นทหารจะช่วยให้รัฐฯที่นี่ยอมรับตัวตนของเรา
มาลีน-แล้วยังงัย? คิดว่ารัฐบาลอังกฤษจะยอมรับขบวนการกู้ชาติของเธออย่างนั้นหรือ ในสงครามไม่มีมิตรแท้หรอก น่าขำแต่ขำไม่ออก
ฉันสู้ยอมขึ้นศาลเพื่อหลุดพ้นจากการร่วมสงครามบ้าๆนี้ในฐานะพลเมืองอังกฤษ แต่เธอกลับอาสาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ป๋วย- ไม่มีใครอยากให้มีสงคราม แต่เมื่อมันเกิดขึ้นเราก็ต้องหาทางอยู่ร่วมกับมัน ยามนี้ประเทศ ชาติของผมต้องการความร่วมมือ และก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องผดุงเอกราชของชาติไว้
มาลีน-ชาติสำคัญที่สุดสำหรับเธองั้นหรือป๋วย- ใช่ และน่าจะสำหรับคนไทยทุกคน

มาลีน-แล้วฉันล่ะ
ป๋วย- ผมรักคุณเสมอไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่มีสงคราม มาลีน ให้ผมไปเถิดนะ ผมจะกลับมาทันทีที่สงครามสงบ
มาลีน-ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกไหม ได้แต่หวังว่าเธอจะโชคดี ลาก่อน (เพื่อนๆมารับป๋วยลง เรือจากไป)
(เพลง) จันทร์โลมทางแปลง มาลีนร้องซ้อนกับลูกคู่ชายร้องเพลง “ชายชาญ”
มาลีน-บางสิ่ง เหมือนจะใกล้ แต่ไกลลิบ บางคราว ราวจะหยิบ ใส่มือคว้า บางครั้ง เหมือนฟ้าสั่ง กลับร้างรา เพียงเพราะว่า เธอเห็น เป็นคนไกล

ละครเรื่อง “มังกรสลัดเกล็ด” กำกับการแสดง และสร้างบทโดย ประดิษฐ์ ประสาททอง เจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง 2547
กำหนดลงโรงที่หอประชุมใหญ่  ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศุกร์ที่ 29 พ.ค., เสาร์ 30 พ.ค., อาทิตย์ 31 พ.ค. รวม 5 รอบ .
จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เป็นต้นไป.