เมื่อคืน แห่แม่พระฟาติมา ของเดือนเมษาฯ เป็นเดือนส่งท้ายปีที่ 69 ของชุมชนวัดเรา
เดือนหน้า 13 พค.ฉลองครบรอบ 70 ปี
คุณพ่อก็ได้เชิญชวนพวกเรามาร่วมมิสซาเพื่อฉลองในวันดังกล่าวด้วย
…
วันนี้คุณพ่อเจ้าคณะอธิการวัดพระมหาไถ่ มาแบ่งปันพระวาจา และบอกว่า
หัวใจสำคัญของการแบ่งปันครั้งนี้คือการมองย้อนกลับไปที่
"การถวายพระกุมารในพระวิหาร" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดูเรียบง่ายตามธรรมบัญญัติ แต่แฝงไปด้วยพลังแห่งความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ โดยสรุปได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้ :
1. คุณค่าของ "สิ่งเล็กน้อย" ที่ทำด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่
คริสตชนมักถูกสอนให้เลียนแบบชีวิตของแม่พระและนักบุญโยเซฟ ซึ่งดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวาในสายตาโลก แต่สิ่งที่ท่านทำนั้น "ทำด้วยความเต็มใจ จริงใจ และซื่อสัตย์"
ข้อคิด: พระเจ้าไม่ได้มองที่ความยิ่งใหญ่ของผลงาน แต่มองที่ "ความรัก" และ "ความสม่ำเสมอ" ในหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทพ่อแม่ ลูก หรือคนทำงาน หากเราทำด้วยใจถวายเกียรติพระเจ้า สิ่งนั้นคือความยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระองค์
2. การถวายสิ่งที่ "มีค่าที่สุด" คืนแด่พระเจ้า
ในวันถวายพระกุมาร แม่พระและนักบุญโยเซฟไม่ได้ถวายเพียงทรัพย์สิ่งของ แต่ท่านถวาย "พระบุตร" ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจและเป็นอนาคตของท่านคืนแด่พระเจ้า
ข้อคิด: การถวายในความหมายของคาทอลิก ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการ "วางใจ" การยอมมอบชีวิต ครอบครัว ความฝัน และความกังวลไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา เพื่อให้แผนการณ์ของพระองค์สำเร็จไปในตัวเรา
3. เชื่อมั่นแม้ในยามที่ไม่เข้าใจ (Faith under Challenge)
ประเด็นที่น่าสนใจมากคือตอนที่สิเมโอนกล่าวว่า "ดาบจะแทงทะลุจิตใจของท่าน" นี่คือคำพยากรณ์ถึงความทุกข์ทรมานที่แม่พระต้องเผชิญในอนาคต (เช่น การยืนที่เชิงกางเขน) แม้แม่พระจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ท่านยังคง "ยืนหยัดในความเชื่อ"
ข้อคิด: หลายครั้งที่เราสวดอ้อนวอนแล้วรู้สึกว่าพระเจ้าเงียบ หรือชีวิตต้องเจออุปสรรคจนความเชื่อสั่นคลอน แม่พระเป็นแบบอย่างของการ "ก้าวเดินต่อไป" แม้ในความมืดมน ความเชื่อไม่ได้แปลว่าเราจะมีคำตอบให้ทุกเรื่อง แต่แปลว่าเราเชื่อว่าพระเจ้าจะอยู่กับเราในทุกเรื่อง
4. ความหวังในการรอคอย (The Hope of Simeon)
ปิดท้ายด้วยแบบอย่างของสิเมโอน ผู้ที่รอคอยการมาถึงของพระเมสสิยาห์ด้วยความหวังจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต เมื่อเขาได้เห็นพระกุมาร เขาจึงจากไปอย่างสงบ
ข้อคิด: ชีวิตคริสตชนคือการเดินทางของการรอคอย การที่เรามาสวดภาวนาหรือร่วมพิธีมิสซา คือการเติมไฟแห่งความหวังว่าในที่สุดแล้ว เราจะได้พบกับพระเจ้าและความรักของพระองค์เสมอ
"ความเชื่อไม่ได้บอกว่าชีวิตจะราบรื่นเสมอไป แต่ความเชื่อบอกเราว่า... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้เดินอยู่เพียงลำพัง”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น