แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

2554/09/09

อุโมงค์ผาเมือง ความจริงหรือความเท็จ




ปีพุทธศักราช 2110 ณ นครผาเมืองแห่งอาณาจักรเชียงแสนอันรุ่งเรือง วันหนึ่งหลังจากเกิดวิบัติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ทั้งอัคคีภัยครั้งใหญ่หลวง แผ่นดินไหวอันรุนแรง และโรคร้ายระบาดคร่าชีวิตประชาชนไปกว่าครึ่งนคร ก็เกิดคดีฆาตกรรมปริศนาที่น่าสะพรึงกลัวและซับซ้อนซ่อนเงื่อนสุดที่จะค้นหาความจริงได้

“โจรป่าสิงห์คำ” (ดอม เหตระกูล) ผู้โหดร้ายที่สุดในแผ่นดินถูกจับได้ในคดีฆาตกรรม
“ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า” (อนันดา เอเวอริงแฮม) และข่มขืน “แม่หญิงคำแก้ว” (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ภรรยาของขุนศึกในป่านอกเมือง ขณะที่สองสามีภรรยาเดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเยี่ยมญาติที่นครเชียงคำ

จากคำให้การของโจรป่าและแม่หญิง สร้างความปั่นป่วนและพิศวงงงงวยให้แก่ “เจ้าผู้ครองนคร” (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) และประชาชนผู้มาฟังคำให้การเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งคู่ต่างยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าตนเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึก เจ้าหลวงจึงเรียก “ผีมด-ร่างทรง” (รัดเกล้า อามระดิษ) มาเข้าทรงดวงวิญญาณของขุนศึกเพื่อค้นหาความจริง แต่แล้ววิญญาณของขุนศึกกลับให้การผ่านร่างทรงว่า ตนต่างหากที่ฆ่าตัวตายเอง!!!

เหตุการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านการพบเห็นและสนทนาของ “พระหนุ่ม” (มาริโอ้ เมาเร่อ), “ชายตัดฟืน” (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) และ “สัปเหร่อ” (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ภายในอุโมงค์ผีที่ผาเมือง ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดทั้ง 3 คนจึงให้การปิดบังความจริงที่เกิดขึ้น และ “ความจริง” ทั้งหมดคืออะไรกันแน่???

?? โจรป่าสิงห์คำ ได้เกิดกิเลสและปลุกปล้ำจริง
?? ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า เสียชีวิตจริง
?? ดาบถูกนำไปขายจริง


***********************
คนอยากเห็นในสิ่งที่เห็น อยากได้ยินในสิ่งที่ได้ยิน
เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี ที่เป็นสิ่งจอมปลอมขึ้นมา
ความจริง ของมนุษย์ ยังมี รัก โลภ โกรธ หลง




2554/09/05

5 กันยา รำลึก โป๊ยเซียน


เทพเจ้าแห่งโชคลาภ โป๊ยเซียน
คำว่า "โป๊ยเซียน" ในภาษาจีนกลางมีความหมายถึง "เซียนแปดองค์" ตามความเชื่อในลัทธิเต๋าของจีนเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนนับถือมาช้านาน นับเป็นหนึ่งในบรรดาเซียน นับร้อยๆองค์ของจีน แต่เทพทั้งแปดนี้นับว่าเป็นที่รู้จักดีและได้นับการนับถืออย่างกว้างขวางมาก โดยตามศาลเจ้าของหมู่บ้านชาวจีนมักจะมีแท่นบูชาที่ปูด้วยผ้า มีภาพวาดเซียนทั้งแปดรวมเป็นกลุ่มบ้างก็เป็นภาพเซียนนั่งเรือไปยังงานเลี้ยงของพระนางซีอ๋อง (งานเลี้ยงของทวยเทพและเซียนต่างๆ)

สมาชิกทั้ง 8 ในกลุ่มของโป๊ยเซียนนั้นแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปัจจุบันนี้โป๊ยเซียนมีด้วยกันดังนี้ เซียนแต่ละองค์ในบรรดา 8 องค์นี้ มีประวัติที่มาและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แตกต่างกันไป ในปัจจุบันทั้งชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนยังนิยมนับถือบูชาโป๊ยเซียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพค้าขาย...
ซึ่งเทพทั้ง 8 องค์นี้ประกอบไปด้วย...

ลือต้งปิง
ลื่อต้งปิงหรีอลื่อโจ้ว เกิดวันที่ 14 เดือนสี่ สมัยราชวงศ์ถัง เป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เด็ก เคยไปสอบจิ้นซื่อสองครั้งแต่ก็สอบตก เมื่อทิก๋วยลี้
ทิก๋วยลี้ เดิมแซ่ "หลี่" ชื่อ "เหียน" เกิดยุคชุนชิวเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่สติปัญญาเฉลียวฉลาดหน้าตาดี ไม่ชอบทำมาหากินหรือมีครอบครัวเหมือนชาวบ้าน ชอบทางบำเพ็ญตบะถือศีลกินเจ เห็นว่าอำนาจวาสนา,ลาภยศสรรเสริญ,สมบัติพัสถานล้วนเป็นภาพมายาดุจเมฆหมอกลอย กลางอากาศไม่นานก็จางหายไป เมื่อหลี่เหียนพิจารณาเห็นสัจธรรมเช่นนี้ จึงตัดสินใจสละทางโลกอำลาญาติมิตรไปบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ จนสามารถถอดกายทิพย์และจิตวิญญาณออกจากร่างได้ วัน หนึ่งมีนัดต้องไปเข้าเฝ้าลีเลากุนผู้เป็นอาจารย์ที่เขาหัวซัน จึงฝากลูกศิษย์ให้ดูแลร่างเพื่อจะไปแต่กายทิพย์ ส่วนร่างทิ้งไว้ถ้าเกิน 7 วันยังไม่กลับให้เผาร่างได้เลย เมื่อท่านถอดจิตไปแล้ว มารดาของผู้เป็นศิษย์เกิดป่วยหนักคนทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่เฝ้าร่างได้ จึงนำร่างไปเผาในวันที่ 6 เมื่อท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบลูกศิษย์ไม่เห็นร่างของตนก็เข้าใจ และไม่เคืองไม่แยแสอะไร ไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิตร่างใหม่ของท่านจึงขาพิการข้าง หนึ่งดังในรูปทุกวันนี้ เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำคนจึงเรียกท่านว่า "ทิก๋วยลี้"

ฮั่นจงหลี
ฮั่นจงหลี เดิมแซ่ "จงหลี" ชื่อ "ฉวน" มีชีวิตในสมัยฮั่น เลยเรียกกันว่าฮั่นจงหลี เป็นบุตรของแม่ทัพจงหลี จาง วันที่เกิดมีแสงสว่างจ้าไปทั้งจวนแม่ทัพผู้คนตกใจคิดว่าไฟไหม้วิ่งไปยังจวน จะดับไฟ พอไปถึงไม่เห็นมีอะไรมีแต่ฮูหยินภรรยาแม่ทัพคลอดบุตรเป็นชาย มีลักษณะดีผิดแผกเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นได้ไต่เต้าเป็นแม่ทัพ คราวหนึ่งนำทัพไปปราบกบฏคนฮวนเกิดพ่ายศึกยับเยิน ตัวเขาหนีรอดคนเดียวเข้าไปในหุบเขาได้พบกับนักพรตชราว่ากันว่าคือ ทิก้วยลี ได้รับถ่ายทอดเคล็ดบำเพ็ญธรรมต่อมาได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด

อายุ ได้ 64 ก็ท่องเที่ยวพเนจรไปทั่ว ระหว่างพักโรงเตี๊ยมเมืองหันเอ้อได้พบกับอาจารย์ฮั่นจงหลีทั้งสองสนทนา เรื่องธรรมะถูกอัธยาศัย ลื่อต้งปิงถอนใจว่าชีวิตช่างอาภัพสอบจิ้นซื่อไม่ได้สักครั้งฮั่นจงหลีเอา หมอนในย่ามยื่นให้พร้อมกล่าวว่า "เจ้าจงหนุนหมอนใบนี้ จะทำให้ทุกอย่างสมหวัง" ลื่อต้งจึงหนุนหมอนหลับไม่รู้ตัว ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเกาเหลียงอยู่ ลื่อต้งปิงได้ฝันเห็นอนาคตว่าชั่วครู่เดียวชีวิตขึ้นๆลงๆเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่สอบได้จิ้นซื่อเป็นนายอำเภอเมืองลั่วหยังได้เลื่อนตำแหน่งหลาย ครั้งกระทั่งเป็นแม่ทัพรบชนะข้าศึก มีอำนาจวาสนามั่งมีศรีสุข 50 ปี เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 ปีต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งชีวิตต้องตกระกำลำบาก

เมื่อตื่นขึ้นฮั่นจงหลีกล่าวว่าเกาเหลียงยังไม่สุกฝันจบชั่วชีวิต ลื่อต้งปิงแปลกใจที่อาจารย์รู้ความฝัน ฮั่นจงหลีว่าชีวิตงคนก็เป็นเช่นนี้แหละ ลื่อต้งปิงจึงปลงตกละกิเลสขอปวารณาเป็นศิษย์ ฮั่นจงหลีได้นำลื่อต้งปิงไปบำเพ็ญเพียร ที่เขานกกระเรียนและถ่ายทอดเคล็ดลับให้จนสำเร็จเป็นเซียนในเวลาต่อมา

เหอเซียนโกว
เหอเซียนโกว เดิมชื่อ "ฮ่อค้วง" เป็นนางฟ้าหนึ่งเดียวในคณะแปดเซียน เกิดในสมัยราชวงศ์ถังเป็นชาวเมืองกวงโจว เป็นคนใจบุญและฉลาด วันหนึ่งได้พบกับเซียน ลื่อต้งปิง เซียนเห็นนางและส่งผลท้อให้เมื่อกินผลท้อนั้นแล้วก็ไม่รู้สึกหิวอีก และยังสามารถทำนายทายทักโชคชะตาของคนอื่น คืนวันหนึ่งเทพยดาได้มาเข้าฝันบอกให้นางกินแป้งฮุนบ้อ ทำให้ตัวเบาและไม่ตาย เมื่อตื่นขึ้นนางก็ลองทำตามในฝัน หลังจากกินแป้งฮุนบ้อแล้วปรากฏว่าตัวเบาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าปกติ หลังจากนั้นมักขึ้นเขาลงเขาอยู่เสมอขากลับยังนำผลไม้ต่างๆมาฝากมารดาเป็นประจำ ต่อมาข่าวลอยไปถึงในวังพระนางบูเช็กเทียนได้ส่งคนไปเชิญมาเข้าเฝ้า ระหว่างทางปรากฏว่านางหายตัวไป คณะเชิญค้นหาเท่าใดก็ไม่พบ ปรากฏภายหลังว่ามีคนเห็นนางขี่เมฆลอยอยู่บนฟ้าจึงรู้ว่าได้สำเร็จเป็นเซียนไปแล้ว


จางกั๋วเหล่า
ตำนานหนึ่งว่า จางกั๋วเหล่า เป็นคนสมัยถังเป็นนักพรตจำศีลภาวนาที่จงเถียวซัน ไปไหนมาไหนมักจะขี่ลาเผือกกลับหัวโดยหันหน้าไปทางหางลาเป็นปริศนาธรรมลานี้เป็นลาวิเศษ เวลาไม่ใช้สามารถเก็บพับใส่ในกระเป๋าดั่งกระดาษ เวลาจะขี่เอาน้ำพ่นกลายเป็นลาดังเดิม อีกตำนานหนึ่งก็ว่าในสมัยดึกดำบรรพ์มีพญาค้างคาวเผือก ตัวหนึ่งได้จำศีลบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำจนสำเร็จเป็นเซียน ได้กลายร่างเป็นชายชราผิวพรรณผ่องใสแข็งแรงคือจางกั๋วเหล่านั่นเอง

หลันไฉ่เหอ
หลันไฉ่เหอ เป็นคนสมัยฮั่นชอบใส่เสื้อผ้าขาดใส่รองเท้าข้างเดียวถือกรับไม้ยาวฟุตเศษ เที่ยวเดินร้องเพลงขอทานเรื่อยไปเพลงที่ร้องมีเนื้อเพลงเป็นคติเตือนใจคน เมื่อได้เงินก็เอามาร้อยเป็นพวงแล้ววิ่งลากไปตามถนนเชือกขาดเงินหลุดหล่นหายไปก็ไม่สนใจ มีเงินเหลือกินก็นำไปแจกจ่ายแก่คนยากจนหน้าร้อนใส่เสื้อหนา หน้าหนาว หิมะตกกลับใส่เสื้อตัวเดียวนอนบนหิมะ ต่อมา ทิก๋วยลี้ และ ฮั่นจงหลี ได้มาชวนไปบำเพียรเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน

หันเซียงจื่อ
หันเซียงจื่อ สมญานาม ชิงฟู เกิดในสมัยถัง วันที่ 10 เดือนสิบ พ.ศ. 1320 กำพร้าพ่อแม่แต่เด็กอาศัยอยู่กับหันยู่ผู้เป็นอาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นิสัยรักสันโดษชอบปลีกวิเวก วันหนึ่งท่านลื่อโจ้วได้มาโปรดจนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียน หันเซียงจื่อ ยังกตัญญูโปรดหันยู่ให้ละทิ้งตำแหน่งขุนนางมาบำเพ็ญธรรมใช้เวลาถึง 9 ปี จึงโปรด สำเร็จ

เชาก๊กกู๋
เชาก๊กกู๋ เดิมชื่อ เชาจิ่งซิว เป็นน้องชายของพระราชินีเชาฮองเฮา แห่งราชวงศ์ซ่ง เชาก๊กกู๋เป็นคนเที่ยงตรง มีเมตตารักสงบไม่ชอบความโก้หรู เนื่องจากละอายที่เชายี น้องชายถืออำนาจพี่สาวเที่ยวก่อกรรมทำชั่วจนถูกท่านเปาตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจขึ้นเขาบำเพ็ญเพียรต่อมาเขาได้พบกับ ฮั่นจงหลี และ ลื่อต้งปิง ลื่อต้งปิงถามว่าได้ข่าวว่าท่านบำเพ็ญธรรม ธรรมที่ท่านบำเพ็ญอยู่ที่ใดเชาก๊กกู๋ชี้นิ้วขึ้นฟ้า ลื่อต้งปิง ถามอีกว่า ฟ้าอยู่ที่ใดเชาก๊กกู๋ก็ชี้ที่หัวใจ ฮั่นจงหลีหัวเราะแล้วพูดว่า "ใจก็คือฟ้า ฟ้าก็คือใจ" บัดนี้ท่านค้นพบตัวเองแล้ว จากนั้นเซียนทั้งสองจึงถ่ายทอดมรรควิธีแก่ เชาก๊กกู๋ จนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด

เทพเจ้าจงเขว่ย ผู้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
จงเขว่ย หรือ จง เขว่ย(หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Zhong Kui) เป็นเทพกึ่งปีศาจในตำนานเทพของจีน เชื่อกันว่าจงเขว่ยเป็นผู้กำราบปีศาจร้าย และมักจะวาดภาพจงเขว่ยไว้ที่หน้าประตูเพื่อให้เป็นผู้ปกปักษ์คุ้มครองบ้าน

ตามตำนานของจีน เล่าว่าจงเขว่ยเป็นชายหนุ่มมีความรู้ดีแต่หน้าตาอัปลักษณ์ เขาเดินทางไปกับตู้ผิงเพื่อนคนหนซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เพื่อเข้าสอบรับราชการเป็นบัณฑิตที่เรียกว่าจอหงวนในเมืองหลวง แม้ว่าจงเขว่ยจะสอบได้คะแนนสูงสุดแต่ฮ่องเต้ก็มิได้ประทานตำแหน่งจอหงวนให้ เพราะจงเขว่ยมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้จงเขว่ยจึงโกรธและน้อยใจอย่างยิ่ง และฆ่าตัวตายที่บันไดพระราชวังนั่นเอง ส่วนตู้ผิงก็ช่วยทำศพเพื่อน ครั้นเมื่อตายไปแล้วจงเขว่ยได้เป็นราชาแห่งปิศาจในนรก และจะกลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ (นั่นก็คือช่วง ตรุษจีนนั่นเอง) นอกจากนี้ยังได้ตอบแทนความมีน้ำใจของตู้ผิง โดยการมอบน้องสาวของเขาให้แต่งงานกับตู้ผิง

เรื่องราวของจงเขว่ยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในนิทานพื้นบ้านของจีน ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเสวียนจงในราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 712 ถึง 756) จากเอกสารในสมัยราชวงศ์ซ่ง ระบุว่าเมื่อจักรพรรดิเสวียนจงทรงพระประชวรหนักทรงพระสุบินเห็นปิศาจสองตน ตนเล็กขโมยถุงเงินไปจากพระสนมนามว่าหยางกุ้ยเฟย และขลุ่ยขององค์จักรพรรดิส่วน ปิศาจคนใหญ่นั้นสวมหมวกขุนนางมาจับปิศาจตนเล็กและดึงลูกตาออกมากินเสีย จากนั้นปิศาจตนใหญ่ก็แนะนำตนว่าชื่อจงเขว่ย และบอกว่าตนได้สาบานที่จะกำจัดอาณาจักรแห่งความชั่วร้าย เมื่อจักรพรรดิตื่นบรรทมก็ทรงหายจากอาการประชวร จากนั้นได้มีบัญชาให้นายช่างหลวง ชื่อ อู่ เต้าจื่อ วาดภาพจงเขว่ยให้เหล่าขุนนางได้ดูซึ่งภาพดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาพ วาดจงเขว่ยในสมัยต่อๆ มา

เรียบเรียงจาก
thai.mindcyber.com
http://th.wikipedia.org

2554/08/31

บุญถาวร... ตำนาน Tile EXPO

กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ..สำหรับงาน EXPO ของบุญถาวร ที่ในแต่ละปีจะมีการจัดมหกรรม กระเบื้องราคาพิเศษ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับตลาด และวงการกระเบื้องเซรามิึึค และทีพิเศษสำหรับปีนี้ได้จัดกิจกรรมเสริมความรู้ และนำเสนอนวัตกรรมใหม่สู่ท้องตลาดอีกด้วย


กิจกรรมที่ว่า คือ Innovative Architectural Material Expo (I AM)
จัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ในวันที่ 10 ก.ย.54 ประโยชน์ที่ลูกค้ากลุ่มสายอาชีพจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการ Update นวัตกรรมใหม่ๆ ของสินค้าตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง พร้อมทั้งเป็นการจุดประกายความคิดทางด้านการเลือกสรรวัสดุก่อสร้างแลกเปลี่ยน Connection กันระหว่างผู้ประกอบการ และลูกค้าในแต่ละสาขาอาชีพ การออกแบบสถาปัตยกรรม และการออกแบบตกแต่งภายในให้แก่ลูกค้าในกลุ่มสายอาชีพ รวมถึงเป็นโอกาสแก่ผู้ผลิตสินค้าที่จะมีพื้นที่แสดงสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเข้ามารวมชมอย่างคับคั่ง นอกจากการแสดงสินค้าแล้วบุญถาวรก็ยังได้จัดงานสัมมนาขึ้นในวันเดียวกัน โดยมีการเชิญเหล่ากูรูที่มีความรู้ด้านการออกแบบ ตกแต่งบ้าน อาทิ อมตะ หลูไพบูลย์, ทวิตีย์ วัชราภัย, มนู ตระกูลวัฒนะกิจ มาร่วม Update ความรู้อีกด้วย


2554/08/30

ย้อนรอยเส้นทางราคาทองคำโลก History Gold Price


ย้อนรอยเส้นทางราคาทองคำโลก
แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ราคาทองคำตลาดโลกเคลื่อนไหวในช่วงขาขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกการตรึงสกุลเงินดอลลาร์กับมาตรฐานทองคำในปีพ.ศ. 2514 ตามข้อตกลงแบรทตัน วูดส์ ..ต่อไปนี้เป็นเส้นทางราคาทองคำตลาดโลกที่จะพาท่านย้อนรอยหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ของราคาทอง

- ส.ค. 2514 : หลังจากอดีตประธานาธิบดีนิกสัน ประกาศยกเลิกการตรึงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกับมาตรฐานทองคำแล้ว ราคาทองคำตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35 ดอลลาร์/ออนซ์

- ม.ค. 2523 : ราคาทองพุ่งทำนิวไฮที่ 850 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากสหภาพโซเวียตเข้าแทรกแซงอัฟกานิสถาน และผลกระทบจากการปฏิวัติอิหร่านทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทอง ... หลังจากนั้นในปี 2546 ราคาทองพุ่งขึ้นโดยตลอดเนื่องจากสงครามอิรัก

- 13 มี.ค. 2551 : ราคาทองทะยานขึ้นเหนือ 1,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก
- 17 ก.ย. 2551 : ราคาทองพุ่งขึ้นเกือบ 90 ดอลลาร์/ออนซ์ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเกิดภาวะผันผวนในตลาดหุ้นและตลาดการเงิน ทำให้เกิดแรงซื้ออย่างท่วมท้นในตลาดทองคำ

- 1 ธ.ค. 2552 : ราคาทองพุ่งเหนือ 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นครั้งแรก หลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง

- 3 ธ.ค. 2552 : ทองทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,226.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากปัจจัยเดิมคือดอลลาร์อ่อนค่า และกระแสคาดการณ์ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำ

- 11 พ.ค. 2553 : ราคาทองพุ่งทำสถิติครั้งใหม่ที่ 1,230 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ในยูโรโซน

- 16-22 ก.ย. 2553 : ราคาทองขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยแตะจุดสูงสุดที่ 1,296.10 ดอลลาร์ หลังธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้มาตรการ QE2 ซึ่งจุดปะทุให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

- 7 ต.ค. 2553 - ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ 1,360 ดอลลาร์/ออนซ์ จากกระแสคาดเฟดจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกนาน ซึ่งข่าวดังกล่าวฉุดค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างหนัก

- 7 ธ.ค. 2553 : ทองทะยานขึ้นทำสถิตินิวไฮครั้งใหม่ที่ 1,425 ดอลลาร์/ออนซ์ จากวิกฤติหนี้ยูโรโซน

- 24 มี.ค. 2554 : ราคาทองพุ่งชนนิวไฮครั้งใหม่ที่ 1,447 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น

- 25 เม.ย. 2554 : ทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,517.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง และการอ่อนค่าของดอลลาร์
- 30 ส.ค. 2554 : ขึ้นลงผันผวน อยู่ที่ 1,790 ดอลลาร์/ออนซ์

วลีเก่าแก่ที่ว่า "มีเงินเขาเรียกว่าน้อง มีทองเขาเรียกว่าพี่" ยังคงใช้ได้ดีกับยุคนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าทองคำล้ำค่าอมตะยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาชนิดใด และมีมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจสูงถึง 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ตามคำทำนายของจิม โรเจอร์ส


2552/02/28

บันทึกประวัติศาสตร์ โบสถ์เก่าเซนต์ปอล แปดริ้ว








บันทึกประวัติศาสตร์
โบสถ์เก่าเซนต์ปอล แปดริ้วอนุสรณ์แห่ง "ศรัทธา สร้างสรรค์ และสืบทอด"

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ค.ศ.1749 (พ.ศ.2337) ที่ริมฝั่งของแม่น้ำบางปะกง บริเวณวัดเซนต์แอนโทนี ปัจจุบัน คริสตชน ชาวจีนกลุ่มหนึ่งจากแผ่นดินใหญ่ ประเทศจีน ได้เดินทางเข้ามาเป็นกรรมกรในไร่อ้อย เป็นที่รู้จักกันดี นามหนึ่งว่า "เปโตร ลือ แซ่ซุ้ม" ซึ่งเกิดในสมัย กรมรักษ์รณเรศได้รับโปรดเกล้า ให้สร้างเมืองฉะเชิงเทรา


ปี ค.ศ.1838 (พ.ศ.2381) บาทหลวงปาเลอกัว ได้มาเยี่ยมกลุ่มคริสตชนที่แปดริ้ว และบางปลาสร้อยปี ค.ศ.1872 (พ.ศ.2415) บาทหลสงอันตน ชมิตต์ ได้รวบรวมเงินบริจาค ซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ณ บริเวณแห่งนี้ และได้สร้างโบสถ์หลังนี้โดยใช้ฝีมือช่างก่อสร้างชาวจีน ที่ปรากฎอยู่ด้วยความยากลำบากโดยทางเรือ การก่อสร้างล้วนแสดงถึงความชำนาญด้วยอิฐที่มั่นคง แข็งแรงและสวยงาม ที่หน้าโบสถ์เขียนอักษรจีน อ่านว่า "เทียงจู้เซี๊ยตึ่ง" (แต้จิ๋ว) (จีนกลาง จะอ่านว่า เทียนจู้ เซิงทั่ง) อันแปลว่า "บ้านศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า"


ในปี ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) ได้ทำการรื้อโบสถ์หลังนี้เพื่อปรับบริเวณพื้นที่สร้างโบสถ์หลังใหม่ โดยใช้รถขนาด 10 ล้อ ฉุดผนังส่วนหน้าโบสถ์ให้ล้มลง แต่ทว่า ไม่สามารถรั้งความแข็งแกร่งของผนังโบสถ์ได้ จึงมีผลให้ผนังโบสถ์ที่มีอายุเก่าแก่ส่วนนี้ ยังคงให้เราได้มีโอกาสเห็นคุณค่า และศึกษาประวัติศาสตร์ ชุมชนคริสตชนแห่งนี้ด้วยความภาคภูมิใจต่อไป

(ทวี อานามวัฒน์ บันทึก)


ด้านบนที่เป็นบันทึกนี้ มีการติดไว้ที่บริเวณพื้นที่กำแพงวัดแห่งนี้ ดังนั้นจึงขออนุญาตนำมาลงไว้ให้กับผู้ที่สนใจได้อ่านและศึกษาร่วมกัน วันที่ไปเก็บภาพเหล่านี้ ไม่ได้เข้าไปที่ภายในวัด จึงถ่ายได้มาแต่บริเวณภายนอก และทั่วๆ ไปของวัดนักบุญเปาโล หรือในภาษาอังกฤษว่า St. Paul
THAILAND CHACHENGSAO