แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

2562/05/20

แนะนำหนังสือ how to "ไขความลับการสร้างกำไรเพียงเข้าใจ...งบการเงิน"

ไม่ค่อยได้เขียนแนะนำหนังสือเท่าไร  แต่เล่มนี้อ่านแล้วเข้าใจง่ายเหมาะสำหรับคนที่ทำธุรกิจ
ชื่อหนังสือ "ไขความลับการสร้างกำไร เพียงเข้าใจงบการเงิน"
พิมพ์ครั้งแรก ปี 2559 

ได้ลองอ่านแล้วคิดตามก็เข้าใจง่ายดี.. เพราะคนเขียนเป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านภาษีและเป็นที่ปรึกษาการบริหารงาน sme ของญี่ปุ่น  "มาซารุ โยชิซาวะ"

ในเล่มแบ่งเป็น 4 ส่วนการเรียนรู้สำคัญๆ คือ
ส่วนที่ 1  อะไรคือความหมายของการทำกำไร แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับยอดขาย ต้นทุน และกำไร
ส่วนที่ 2  สร้างความเข้าใจงบการเงินเบื้องต้น ก็ทำให้เข้าใจสภาพความมั่นคงของบริษัทได้
ส่วนที่ 3  การประชุมภายใน จะเป็นเกราะคุ้มครองบริษัทได้หรือไม่? อันนี้น่าสนใจ ต้องลองทำความเข้าใจและติดตามดูกันนะ
ส่วนที่ 4  คุณเข้าใจสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของคุณหรือไม่? ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีและประกันสังคมที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือน

หนังสือมีทั้งแผนภูมรูปภาพ และอธิบายได้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และมีแบบฝึกหัดได้ลองทำกันด้วย
และที่สำคัญราคาหนังสือก็ไม่แพงมากด้วย เพียงแค่ 200 กว่าบาทเท่านั้น.. หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือ ร้านค้าออนไลน์ เลยก็ได้นะ  เพียงแค่กดค้นหาชื่อ หนังสือ ที่แสนจะยาวนี้..ออกมาในช่อง google search เท่านั้นคุณก็สามารถซื้อได้เลยเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

2560/04/25

แกรนิตโต้ 4D คุณภาพที่พิสูจน์ได้!

เทคโนโลยีการผลิตกระเบื้อง
ยุค 1.0  กระเบื้องผลิตในไทยได้น้อยมากขนาด 4*4 นิ้ว และ 8*8 นิ้ว ในราคาแผ่นละ 25 บาท
ยุค 2.0 กระเบื้องโรงงานไทยมีเพิ่มขึ้น rci, dynasty, campana, sosuco และ cotto ต่างผลิตและขายกันในขนาดต่างๆ ทั้งพื้นและผนัง

ยุค 3.0 การเปิดเสรีนำเข้ากระเบื้ิอง เริ่มต้น ช่วงแรกๆของยุคนี้มีแค่ไม่กี่บริษัทฯ. แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค 4.0 มีผู้นำเข้ามากมายกระเบื้องแกรนิตโต้กลายเป็นสินค้าแถมในบ้านพักจัดสรรทั่วไป
อุตสาหกรรมการผลิตกระเบื้องเหลือกลุ่มทุนใหญ่เพียง 3 ค่าย คือ ค่ายไดนาสตี้, ค่าย SCG, และค่าย UMI. แต่ผู้นำเข้ากระเบื้องมีมากมายหาที่สุดไม่ได้...เพราะเพียงแค่คุณ search คำว่า แกรนิตโต้. คุณก็จะพบ website, facebook มากมายมายที่ขายของเหล่านี้
ทำให้วันนี้ผู้ขายค้องหาความแตกต่างของสินค้ามาให้ได้ นั้นคือ
แกรนิตโต้ 4D 

แล้ว 4D  มันเกี่ยวข้องยังงัยกับกระเบื้อง


กระเบื้องแกรนิตโต้ 4D
กระเบื้องนวัตกรรมใหม่ในตลาดกระเบื้อง 
เป็นกระเบื้องที่มีข้อดีอยู่ 4 ดีด้วยกัน คือ

* ดีที่ 1  แกร่งกว่า  เพราะเผาด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 1,200 องศา ทำให้แกร่งกว่ากระเบื้องทั่วไป
* ดีที่ 2  ลวดลายคมชัดยิ่งขึ้น  เพราะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการพิมพ์ลายกระเบื้อง ที่คมชัดเสมือนหินธรรมชาติ

* ดีที่ 3  ดูแลรักษาง่ายกว่า เพราะเคลือบผิวด้วยอนุภาคนาโนแบบพิเศษ ป้องกันคราบสกปรกต่างๆและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

* ดีที่ 4  ราคาถูกกกว่าหินอ่อนธรรมชาติ ทุกแผ่นได้มาตรฐานสากลโลกมีลวดลายหินอ่อนธรรมชาติให้เลือกมากมายในราคาที่ถูกกว่า

ลองเข้าไปดูสินค้าได้กับรูปภาพเหล่านี้นะครับ
 แกรนิตโต้ 4D Cremamafel





2559/12/09

7 ย. กับการรับลูกค้า

7 ย. กับการต้อนรับลูกค้า

1.ยิ้มแย้ม. ยิ้มต้อนรับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน
2.เยือกเย็น กับสิ่งที่อาจจะไม่ถูกใจเรา
3.ยืดหยุ่น กับเงื่อนไขบางอย่าง
4.หยิบยื่น หยิบยื่นน้ำดื่มที่เปรียบเสมือนน้ำใจที่ดี
5.อย่าหยิ่ง เวลาที่เจอลูกค้า
6.ยกย่อง ลูกค้าในสิ่งที่ควร
7.ยินยอม ผ่อนปรน ตามความต้องการของลูกค้า

2555/07/16

ผลบุญ ยังรักษาให้คนดี อยู่อย่างปลอดภัย

เด็กหญิง อายุ 14 ปี  มีสติ และรอดปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน





น้องฟ้า มีสติ และใช้เครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้ดีมากๆ ประกอบกับผลบุญ หรือความตั้งใจที่จะไปทำบุญที่วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี   ทำให้กุศลบุญ ส่งให้ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์ิสิน
เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินแล้ว สติสำคัญที่สุด


2555/04/25

วันนี้ในห้องประชุม... สติมา ปัญญาเกิด


วันนี้ในห้องประชุม....
หลังจากทีชีวิตห่างหายไปจากการประชุมต่างๆที่เคยเข้าร่วมกับบริษัทที่เคยทำงานด้วยก่อนนี้...และได้เข้ามาทำงานกับบริษัทใหม่ จากตำแหน่งที่เหมือนไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานใดๆเลย เหมือนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครสนใจ (จนต้องเรียกตำแหน่งเดิมว่า ลูกเมียน้อย)

พอได้เปลี่ยนตำแหน่ง ได้เพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น ดูเหมือนว่าตัวเองจะแลดูมีประโยชน์และได้มีการพัฒนารอยหยักในสมองเพิ่มขึ้นเยอะเลย  ช่วงนี้เลยเป็นการกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง  รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าประชุม ยิ่งถ้าได้ไปประชุมนอกสถานที่ยิ่งตื้นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่แปลกๆที่ไม่เคยไป  ...และการประชุมครั้งนี้  ก็เป็นการประชุมที่ตื่นเต้น แต่ค่อนข้างไปทางกลัวมากกว่า (ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไร  คิดไปเอง)

ทั้งๆที่ก็คุ้นเคยกับบุคคลที่เข้าร่วมประชุมพอสมควร แต่คงเป็นเพราะ เราเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่งและไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการประชุมหรือมีเพียงเฉพาะข้อมูลในส่วนที่เราพอศึกษาและรับทราบมาน้อยนิดเลย เกิดอาการกลัวและประหม่าว่า ถ้าผู้รู้เขาถามมาในสิ่งที่ไม่รู้จะทำอย่างไร  แล้วจะตอบเขาว่าอย่างไร  

แต่ ณ ตอนนั้น สิ่งที่เตรียมเข้าไปร่วมประชุมได้ ก็คือ สมุดโน้ต ปากกา และ สติในการตั้งใจฟัง ตอบ และจะพยายามยอมรับคำแนะนำอย่างดีที่สุด  พอการประชุมผ่านไป....ทำให้เรารู้ว่า  ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง...จริงๆ

ในการปะชุมครั้งนี้ก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น..ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมข้อมูลในการนำเสนอ หลักการ วิธีการ ความคิดเห็น การแนะนำ การยอมรับ ความอดทน ที่สำคัญ ก็คือ สติ  อย่างที่เคยได้ยินมาว่า...สติมา..ปัญญาเกิด  ...และแม้กระทั่งความรู้สึกของใครบางคนในที่ประชุม...ที่สัมผัสได้..

ด้วยใจที่ดีและมีความสุข

2555/04/13

สงกรานต์แล้วทำไมต้องแว้น..บนถนน


เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในกทม. แถวบ้านฉันมักจะได้ยินเสียงแว้นมอเตอร์ไซค์เป็นระยะๆ ซึ่งเท่าที่สังเกต ก็เห็นว่าเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีสตางค์ในระดับหนึ่ง.. ขับกันมาเป็นแกงค์ซึ่งทำให้การขับรถในกรุงเทพนั้นลำบากขึ้นมานิดหนึ่งในช่วงที่เขาขับผ่านไป...
อยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำไมเด็กพวกนี้ถึงชอบมาแว๊น กันในเทศกาลนี้..
เพราะ...ถนนโล่ง
เพราะ... ตำรวจไม่มี
เพราะ... หยุดงาน หยุดเรียน
เพราะ... ความเท่ห์
หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่... ฉันว่า กทม. ก็คงจะไม่สิ้นเสียงแว๊นมอเตอร์ไซค์ในเทศกาลสงกรานต์แน่แท้... (อ้อ..ยกเว้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่มี สงกรานต์แดงเดือด.. ปีนั้นเป็นปีเดียวกระมังที่จะไม่มี)


ข้อมูลเพิ่มเติมจาก wikipedia :(
สถานที่เด็กแว้น นัดพบกันส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณถนนรอบเมืองและรอยต่อปริมณฑล ลานพระบรมรูปทรงม้า แยกกองทัพภาคที่ 1 หน้าสวนอัมพร ถนนกาญจนาภิเษก (ตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี) ซึ่งเคยดำเนินคดีเด็กแว้น 137 ราย และสาวสก๊อยซ้อนท้ายอีก 17 ราย ที่ใช้ถนนประลองความเร็วบนเส้นทางนี้ หรือที่นัดพบจุดสำคัญอีกที่หนึ่งคือ สะพานพุทธ ซึ่งวันที่สะดวกที่สุดคือวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ พฤติกรรมการชอบขับรถซิ่ง จากการสำรวจการร้องเรียนเกี่ยวกับแก๊งเด็กแว้น หรือกลุ่มวัยรุ่นแข่งซิ่งบนถนน ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม - 31 ธันวาคม 2551 พบว่าถนนที่มีการปิดถนนแข่งรถมากที่สุดอันดับ 1 คือ ถนนบางนา-ตราด และถนนประเสริฐมนูกิจ หรือถนนเกษตร-นวมินทร์, อันดับ 2 ถนนกาญจนาภิเษก และถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี อันดับ 3 ถนนราชพฤกษ์, อันดับ 4 ถนนสุวินทวงศ์, อันดับ 5 ถนนวิภาวดีรังสิต, อันดับ 6 ทางยกระดับจตุรทิศ พระราม 9 - ศรีอยุธยา, อันดับ 7 ครุยซิ่งซาวน่า อันดับ 8 ถนนแจ้งวัฒนะ, อันดับ 9 ถนนศรีนครินทร์ และอันดับ 10 ถนนกำแพงเพชร 6 หรือโลคัลโรด

2554/09/16

ไฟฟ้าช็อต ผลกระทบ อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด Electric Shock


ไฟฟ้าช็อต เป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในสถานที่ต่าง ๆ การใช้ไฟฟ้า อาจเกิดจากความประมาทเผลอเรอ การใช้เครื่องไฟฟ้าผิดวิธี หรือจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

ผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ คนงานโดนไฟฟ้าช๊อต ขณะซ่อมใบพัดกังหันน้ำเติมอากาศ ในบ่อน้ำ และมีการเปิดกระแสไฟฟ้าโดยประมาท.. ทำให้ คนงานถูกช๊อต.. หมดสติ และรีบนำส่ง รพ. นับว่าโชคดีที่อาการดีขึ้นแล้ว และปลอดภัยดี..
ดังนั้น จึงนำเกร็ดความรู้ มาฝาก.. เผื่อให้ใครเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้จะได้ตั้ง สติได้


คนที่ถูกไฟฟ้าช็อตอาจมีอาการรุนแรงแตกต่างกันไป (ตั้งแต่บาดแผลไหม้เพียงเล็กน้อยจนกระทั่งตาย) ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น

1. ลักษณะของผิวหนังส่วนที่สัมผัสถูกไฟฟ้า ถ้าผิวหนังแห้งจะมีความต้านทานสูง เกิดอันตรายน้อย แต่ถ้าผิวหนังเปียกชื้น (เช่น มีเหงื่อหรือเปียกน้ำ) หรือมีบาดแผลสด (เช่น ถูกมีดบาด เข็มแทง หรือแผลถลอก) จะมีความต้านทานต่ำ เกิดอันตรายได้สูง

2. ชนิดของกระแสไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสตรง (directcurrent) เช่น ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่
หรือถ่านไฟ จะทำอันตรายได้น้อย ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับ (alternting current) จะทำอันตรายได้มาก กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ต่ำ (เช่น ขนาด 50-60 รอบต่อวินาที) จะมีอันตรายร้ายแรงกว่าความถี่สูง กระแสไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านถือว่าเป็นชนิดที่มีอันตรายสูง

3. ตำแหน่งและทางเดินของกระแสไฟฟ้าในร่างกาย ถ้าไฟฟ้าวิ่งจากแขนไปแขน หรือ
แขนไปเท้า จะมีอันตรายกว่าจากเท้าลงดิน เพราะสามารถวิ่งผ่านและทำอันตรายต่อหัวใจ (ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ) หรือถ้ากระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านสมอง (ทำให้หยุดหายใจ) วิ่งผ่านกล้ามเนื้อ (ทำให้ชัก กระดูกหักหรือกล้ามเนื้อเป็นอัมพาต)


อาการขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว
บางคนเมื่อถูกไฟฟ้าช็อต อาจเพียงแต่ทำให้ล้มลงกับพื้น (ถ้าตกจากที่สูงก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้) หรือของหล่นจากมือ ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการฃักเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย แล้วตามด้วยอาการตื่นเต้น หายใจเร็ว และหมดสติ อาจหยุดหายใจหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นอันตรายถึงตายได้ทันที

บางคนอาจหมดสติชั่วครู่ เมื่อฟื้นขึ้นมาอาจรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และมีความรู้สึกหวาดผวาได้

นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดบาดแผลไหม้ตรงผิวหนังและกินลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นแผลไหม้สีเทาและไม่รู้สึกเจ็บ ถ้าบาดแผลมีขนาดใหญ่ อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ เช่นเดียวกับบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก และอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

บางคนอาจมีกระดูกสันหลัง และกระดูกส่วนอื่น ๆ หัก เนื่องจากการชักกระตุก หรือตกจากที่สูง บางคนอาจมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก มีอาการซีดเหลือง

การปฐมพยาบาล
เมื่อพบคนที่ถูกไฟฟ้าช็อต ควรรีบให้ความช่วยเหลือ ดังนี้
1. รีบปิดสวิตช์ไฟ หรือถอดปลั๊กไฟทันที

2. ถ้าทำไม่ได้ จำเป็นต้องช่วยให้คนที่ถูกไฟฟ้าช็อตหลุดออกจากสายไฟที่มีกระแสไฟวิ่งอยู่ โดยผู้ที่ทำการช่วยเหลือจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างสูงเขาต้องยืนอยู่บนฉนวนแห้ง ๆ เช่น ไม้กระดาน กระดาษ หนังสือพิมพ์ ผ้าห่ม เสื่อ ผ้ายาง หรือผ้า แล้วใช้ด้ามไม้กวาด ไม้กระดาน ขาเก้าอี้ หรือไม้เท้าไม้ที่แห้ง เขี่ยสายไฟให้พ้นจากผู้ป่วย หรือดันร่างกายส่วนที่สัมผัสไฟให้หลุดออกจากสายไฟห้ามใช้โลหะ หรือวัตถุที่เปียกน้ำเป็นอันขาด ควรใช้ไม้หรือฉนวนไฟฟ้าที่แห้ง และห้ามมิให้แตะต้องตัวผู้ป่วยโดยตรงจนกว่าจะหลุดพ้นออกจากสายไฟเสียก่อน

3. ควรตรวจดูการหายใจ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจทันที ถ้าหัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรไม่ได้) ให้ทำการนวดหัวใจพร้อมกันไป จนกว่าจะหายใจได้เอง
ถ้าผู้ป่วยหายใจได้เอง แต่ยังหมดสติควรจัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพักฟื้น และให้ทำการปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับผู้ป่วยหมดสติจากสาเหตุอื่น

4. รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด่วน และควรตรวจดูการหายใจอย่างใกล้ชิด ถ้าหยุดหายใจ
ควรเป่าปากช่วยมาตลอดทางจนกว่าจะถึงโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด

2554/08/30

ย้อนรอยเส้นทางราคาทองคำโลก History Gold Price


ย้อนรอยเส้นทางราคาทองคำโลก
แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ราคาทองคำตลาดโลกเคลื่อนไหวในช่วงขาขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกการตรึงสกุลเงินดอลลาร์กับมาตรฐานทองคำในปีพ.ศ. 2514 ตามข้อตกลงแบรทตัน วูดส์ ..ต่อไปนี้เป็นเส้นทางราคาทองคำตลาดโลกที่จะพาท่านย้อนรอยหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ของราคาทอง

- ส.ค. 2514 : หลังจากอดีตประธานาธิบดีนิกสัน ประกาศยกเลิกการตรึงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกับมาตรฐานทองคำแล้ว ราคาทองคำตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35 ดอลลาร์/ออนซ์

- ม.ค. 2523 : ราคาทองพุ่งทำนิวไฮที่ 850 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากสหภาพโซเวียตเข้าแทรกแซงอัฟกานิสถาน และผลกระทบจากการปฏิวัติอิหร่านทำให้นักลงทุนเข้าซื้อทอง ... หลังจากนั้นในปี 2546 ราคาทองพุ่งขึ้นโดยตลอดเนื่องจากสงครามอิรัก

- 13 มี.ค. 2551 : ราคาทองทะยานขึ้นเหนือ 1,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก
- 17 ก.ย. 2551 : ราคาทองพุ่งขึ้นเกือบ 90 ดอลลาร์/ออนซ์ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเกิดภาวะผันผวนในตลาดหุ้นและตลาดการเงิน ทำให้เกิดแรงซื้ออย่างท่วมท้นในตลาดทองคำ

- 1 ธ.ค. 2552 : ราคาทองพุ่งเหนือ 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นครั้งแรก หลังจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง

- 3 ธ.ค. 2552 : ทองทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,226.10 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากปัจจัยเดิมคือดอลลาร์อ่อนค่า และกระแสคาดการณ์ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำ

- 11 พ.ค. 2553 : ราคาทองพุ่งทำสถิติครั้งใหม่ที่ 1,230 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ในยูโรโซน

- 16-22 ก.ย. 2553 : ราคาทองขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยแตะจุดสูงสุดที่ 1,296.10 ดอลลาร์ หลังธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้มาตรการ QE2 ซึ่งจุดปะทุให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

- 7 ต.ค. 2553 - ราคาพุ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ 1,360 ดอลลาร์/ออนซ์ จากกระแสคาดเฟดจะตรึงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีกนาน ซึ่งข่าวดังกล่าวฉุดค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างหนัก

- 7 ธ.ค. 2553 : ทองทะยานขึ้นทำสถิตินิวไฮครั้งใหม่ที่ 1,425 ดอลลาร์/ออนซ์ จากวิกฤติหนี้ยูโรโซน

- 24 มี.ค. 2554 : ราคาทองพุ่งชนนิวไฮครั้งใหม่ที่ 1,447 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น

- 25 เม.ย. 2554 : ทองคำทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,517.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลาง และการอ่อนค่าของดอลลาร์
- 30 ส.ค. 2554 : ขึ้นลงผันผวน อยู่ที่ 1,790 ดอลลาร์/ออนซ์

วลีเก่าแก่ที่ว่า "มีเงินเขาเรียกว่าน้อง มีทองเขาเรียกว่าพี่" ยังคงใช้ได้ดีกับยุคนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าทองคำล้ำค่าอมตะยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาชนิดใด และมีมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจสูงถึง 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ตามคำทำนายของจิม โรเจอร์ส


2554/08/17

กฎแห่งแรงดึงดูด นำมาใช้ให้ถูกทาง

“กฎแห่งแรงดึงดูด” (Law of Attraction) มีในหนังสือที่ขายดีมากๆ อยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “The Secret” เขียนโดย Rhonda Byrne ซึ่งเป็นสตรีชาวออสเตรเลีย และได้รับการแปลเป็นภาษาไทย โดยกวีซีไร้ท์ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์ฯ ได้ยินว่าในฉบับภาษาไทยนั้น จำหน่ายไปแล้วราวหนึ่งแสนเล่ม เพียงชั่วระยะเวลาเพียงสองเดือน จนหนังสือขาดตลาด พิมพ์ใหม่แทบจะไม่ทัน
เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ นำเสนอเรื่อง “กฎแห่งแรงดึงดูด” (Law of Attraction) อย่างชนิดเนื้อๆ และล้วนๆ ซึ่งต้องนับถือความเก่งของคนเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้น่าอ่าน เพลิดเพลิน เร้าใจ กระชับ และต้องยกนิ้วให้ทีมงานของเขาที่ทำการตลาดให้กับหนังสือเล่มนี้ได้อย่างยอด เยี่ยม จนมียอดขายชนิดถล่มทะลายไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทยที่เคยมีผลสำรวจว่า โดยเฉลี่ยคนไทยอ่านหนังสือกันปีละไม่เกิน 7 บรรทัดเท่านั้น!

จริงๆ แล้ว “กฎแห่งแรงดึงดูด” นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด เคยมีผู้เขียนหนังสือว่าด้วยเรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะหลายต่อหลายเล่มแล้วใน รอบร้อยปี หรือสิบปีที่ผ่านมา ยังไม่นับที่มีการอ้างอิงถึงกฎนี้ หรือหลักการนี้ไว้ตรงโน้นตรงนี้ในหนังสืออีกหลายต่อหลายเล่ม และถ้าจะพูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว “กฎแห่งแรงดึงดูด” นี้ มันก็คือกฎแห่งธรรมชาติ หรือกฎแห่งจักรวาล ซึ่งอยู่คู่โลกและอยู่คู่กับมวลมนุษยชาติมานับเป็นพันๆ ปี หรือนับตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกแล้วก็ว่าได้ ถ้าโลกนี้ หรือจักรวาลนี้มีกฎว่าด้วยแรงโน้มถ่วง (LAW OF GRAVITY) กฎแห่งแรงดึงดูดนี้ก็เป็นกฎที่เป็นจริงอย่างนั้นเหมือนกัน และถ้าโลกนี้ หรือจักรวาลนี้มีกฎว่าด้วยกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำ หรือที่พระท่านบอกว่า “อิทัปปัจยตา” แล้ว กฎแห่งแรงดึงดูดนี้ ก็เป็นจริงอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

Law Of Attraction ได้ ในความคิดที่สมองเราประมวลออกจะจำแนกได้ 5 ข้อหลักๆ ก็สามารถสร้าง "กฎแรงดึงดูด" ได้
1) State your intention
2) Write down your intention , so you don't forget in order to remimd you of your goals.
3) Create your reality in your mind
4) Act as if it has already happened
5) Take some action !!

ดูแล้วพิจารณา และใช้เวลากับเรื่องนี้ นานหน่อยนะถ้าต้องการ



2554/07/07

เด็ก 5 ขวบ ก็ล้างจมูกเองได้

เด็ก 5 ขวบ ก็ล้างจมูกเองได้..
ไม่ยากอย่างที่คิด แต่ก็ต้องค่อยๆ ฝึกโดยในช่วงเริ่มต้น ผู้ใหญ่ต้องสาธิตให้เขาเห็นก่อนว่าการล้างจมูก ไม่ทำให้เราเจ็บ และถือเป็นเรื่องสนุก
หลังจากนั้น ผู้ใหญ่ก็ทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้เกิดความเคยชิน และค่อยๆ ชวนเด็กมาร่วมกันทำด้วย.

ในวันแรกๆ จะต้องช่วยเขาล้าง และใช้น้ำเกลือน้อยๆ เพื่อให้การล้างนั้นทำด้วยความรวดเร็ว และผู้ใหญ่ต้องคอยเป็นกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือตลอดในช่วงการล้างจมูกในระยะแรกๆ

หลังจากนั้น เด็กจะทำได้ด้วยตัวเอง และก็จะสนุกกับการล้างจมูก ดังคลิปที่จะนำมาให้ชมนี้เอง



อุปกรณ์ก็หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วๆไป
1. หลอดสลิง ล้างจมูก ขนาด 20-30 ซีซี
2. น้ำเกลือบริสุทธิ์ ราคาขวดละประมาณ 40-50 บาท (แล้วแต่ร้านที่ท่านไปซื้อ)
3. แ้ก้วน้ำที่บ้าน
4. ผ้าเช็ดหน้า (หลังจากล้างจมูกเสร็จเรียบร้อย)


การล้างจมูกมีประโยชน์
- ช่วยล้างมูกเหนียวขันที่ไม่สามารถระบายออกได้เอง
- ทำให้โพรงจมูกสะอาด อาการหวัดเรื้อรังดีขึ้น
- การระบายหนองจากไซนัสดีขึ้น
- ป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกและไซนัสไปสู่ปอด
- ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค ของเสีย สารก่อภูมิแพ้และสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้
- ให้ความชุ่มชื้นแก่เยื่อบุจมูก
- บรรเทาอาการคัดแน่นจมูกทำให้หายใจโล่งขึ้น
-บรรเทาอาการระคายเคืองในจมูก
- การล้างจมูกก่อนใช้ยาพ่นจมูกจะทำให้ยาพ่นจมูกมีประสิทธิภาพดีขึ้น
- ควรล้างจมูกเมื่อมีน้ำมูกเหนียวข้นจำนวนมาก ก่อนใช้ยาพ่นจมูก

นับข้อดีได้มากมายขนาดนี้แล้ว ก็มาเริ่มล้างจมูกกันเถอะ...

2552/02/09

อัศจรรย์แห่งชีวิต

ทุกคนมีความสุขอย่างมากในช่วงที่เด็กเกิด แต่ความสุขต้องหลีกทางให้กับความกังวลอย่างรวดเร็ว ทารกน้อยมีอาการแย่มาก ทีมกุมารแพทย์เริ่มลงมือรักษาทารกน้อยทันทีเมื่อเด็กคลอดและเกิดอาการผิดปกติ ดูเหมือนว่าทารกน้อยจำต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษในห้องไอซียูสำหรับเด็กเล็กเป็นเวลาอีกออย่างน้อยสองสัปดาห์ “ความหวังมีน้อยมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชพูด “เตรียมใจไว้บ้างก็ดีครับ” สามีภรรยาผู้เป็นพ่อและแม่ต้องปวดร้าวที่ต้องติดติดต่อสุสานท้องถิ่นเรื่องฝังศพแทนที่การวางแผนจัดห้องนอนเด็กอ่อน ไมเคิลเฝ้าอ้อนวอนพ่อกับแม่ให้พาเขาไปพบหน้าน้องสาวบ้าง “ผมอยากร้องเพลงกล่อมน้องฮะ” แต่ห้องไอซียูไม่อนุญาติให้เด็กเข้า แม่ตัดสินใจพาไมเคิลเข้าไปเพื่อให้ไมเคิลได้พบน้องสาวให้ได้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม แม่จับไมเคิลใส่ชุดกันเชื้อโรคและพาเข้าห้องไอซียูในขณะที่พยาบาลสั่งห้ามทันทีที่เห็น แต่แม่ยืนยันหนักแน่น “เขาจะไม่ออกไปจนกว่าจะได้ร้องเพลงกล่อมน้อง” ไมเคิลจ้องทารกน้อยที่กำลังพ่ายแพ้ต่อชีวิต ครู่ต่อมาเขาเริ่มร้องเพลงจากหัวใจบริสุทธิ์ของเด็กวัยสามขวบ “You are my sunshine, my only sunshine, you make me happy when skies are grey.” ทารกน้อยดูเหมือนจะตอบสนองในทันที ชีพจรเธอเริ่มสงบลงและเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ “ร้องต่อไปเรื่อยๆ จ้ะ ลูกรัก” ไมเคิลเริ่มร้องต่อ “You’ll never know, dear, how much I love you , please don’t take my sunshine away.” น้องสาวไมเคิลเริ่มผ่อนคลายอย่างสงบ “ร้องต่อไปจ้ะ ไมเคิล” เวลานี้ทั้งแม่และพยาบาลน้ำตาไหลอาบแก้ม “You are my sunshine, my only sunshine, please don’t take my sunshine away.” ไมเคิลร้องดังก้อง

วันต่อมา วันรุ่งขึ้น ทารกน้อยมีอาการดีขึ้นตามลำดับจนหายและกลับบ้านได้ในที่สุด นิตยสารวูแมนส์เดย์ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เพลงอัศจรรย์ของพี่ชาย” ส่วนทีมกุมารแพทย์เรียกมันว่า “อัศจรรย์” แต่แม่และไมเคิลขนานนามให้เป็น “อัศจรรย์ความรักของพระเจ้า”

เรียบเรียงจากเรื่องที่ 38 ในหนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต”*
*******************************

เรื่อง “อัศจรรย์” สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกยุคทุกสมัย ไม่เฉพาะแต่สมัยของพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่หากท่านที่ไม่เคยประสบกับตนเองก็จะไม่รู้สึกซาบซึ้งกับคำว่า “อัศจรรย์” หรือ “ปาฏิหาริย์” เท่ากับคนที่เคยประสบ ข้าพเจ้าอ่านเรื่องข้างต้นที่ยกมาจากหนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต” ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวของสองสามีภรรยาสองคู่ ทั้งสองคู่มีภาวะความเสี่ยงที่บุตรจะเกิดมาเป็นโรคทาลัสซีเมีย*

ในสมัยก่อน 40 กว่าปีที่แล้ว ยังไม่มีการตรวจความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ก่อนคลอดเหมือนปัจจุบัน สามีภรรยาคู่แรกให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน แต่มีสองคนที่เป็นทาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเรื้อรัง เด็กน้อยทั้งสองคนไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ เพื่อรับการให้เลือด แพทย์แจ้งกับผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็กน้อยทั้งสองว่า เด็กทั้งสองนี้จะมีอายุไม่นาน โดยทั่วไปไม่เกิน 15 ปี พ่อแม่ต้องทำใจ แต่ทั้งสองท่านมีศรัทธาในพระเจ้ามาก ขอพระพรจากพระเจ้าเพื่อบุตรชายทั้งสองของตนเสมอ จนเวลาล่วงเลยมา 40 กว่าปี บุตรชายคนหนึ่งได้จากไปก่อนด้วยวัยเพียงสามสิบกว่าๆ แต่บุตรชายอีกคนสามารถแต่งงานมีทายาทสืบสกุลที่สมบูรณ์ทุกประการได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาทั้งสองจะไม่ยืนยาว แต่ก็มากพอที่เขาจะได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่ และถ่ายทอดความรักนั้นสู่ลูกชายของเขาได้เช่นกัน “อัศจรรย์” ที่มีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวมากกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้กว่ายี่สิบปี เรื่องราว “อัศจรรย์” ทำนองนี้เกิดขึ้นเสมอ

และก็เกิดขึ้นกับสามีภรรยาคู่ที่สองที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงซึ่งเป็นคู่ที่มีภาวะความเสี่ยงในการมีบุตรเป็นทาลัสซีเมีย (อัตรา1 ใน 4) เช่นเดียวกับคู่แรก แต่ทั้งคู่อยู่ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้ามากแล้ว สามารถตรวจหาความเสี่ยงได้ก่อนเด็กคลอด (การวินิจฉัยก่อนคลอด Prenatal diagnosis) ทั้งคู่เลือกโรงพยาบาลที่ดีที่สุดเพื่อดูแลบุตรในครรภ์เป็นอย่างดี และแพทย์ก็ยืนยันว่าไม่พบความเสี่ยงดังกล่าว แต่ในเดือนที่แปดของการตั้งครรภ์ก็เกิดภาวะผิดปกติ ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจผ่าคลอด และเมื่อคลอดแล้วก็พบว่าทารกมีร่างกายไม่สมบูรณ์ คือมีโครโมโซมผิดปกติทำให้หัวใจของเด็กน้อยมีแค่ 3 ห้อง แพทย์แจ้งให้ทำใจ เพราะทั่วไปเด็กจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน เด็กน้อยต้องอยู่ตู้อบในห้องไอซียูสำหรับเด็ก เมื่อทราบข่าวทุกคนในครอบครัวต่างเศร้าโศกเสียใจ อยากจะให้ “อัศจรรย์” หรือ “ปาฏิหาริย์” เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใจก็ยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ และแล้วเด็กน้อยก็ต้องจากไป สามีภรรยาผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กน้อยคือผู้ที่ปวดร้าวที่สุด ยากที่จะทำใจยอมรับได้ และต้องพักฟื้นใจกันอีกระยะหนึ่ง

ทว่าทั้งสองคนและทุกคนในครอบครัวต่างเชื่อมั่น หากมี “ศรัทธา” สิ่งที่เราเชื่อมั่นจะต้องเป็นจริงได้ และข่าวดีก็เข้ามาให้ครอบครัวได้ดีใจกันอีกครั้ง เมื่อทราบว่าผู้เป็นภรรยาได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง และครั้งนี้ทุกคนในครอบครัวร่วมกันแสดงความศรัทธาและวอนขอพระพรจากพระผู้เป็นเจ้า บทสวดสำคัญที่สวดกันในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอในช่วงนั้น นอกจากการสวดสายประคำทุกวันแล้วนั้น นั่นคือบทสวด “พระเมตตา” ทุกวันศุกร์ และความชื่นชมยินดีก็มาถึง เมื่อครบกำหนดคลอด ครอบครัวก็ได้สมาชิกใหม่เป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู พวกเขาจึงตั้งนามนักบุญให้เด็กน้อยนี้ว่า “โฟสตินา”* เพื่อยืนยันถึง “พระเมตตา” ของพระเยซูเจ้า สายรุ้งและแสงแดดหลังพายุฝนกระหน่ำนั้นสวยงามเช่นไร ครอบครัวนี้เข้าใจความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ดูเหมือนว่าจะถูกทดลองความเชื่อมาก่อนที่จะพบกับความสุขก็ตาม
“อัศจรรย์”นั้นมีจริง และเกิดขึ้นได้กับทุกคนแสมอ หากเรา “เชื่อมั่น” และมี “ศรัทธา”

หมายเหตุ
* หนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต ฉบับความรักและมิตรภาพ” ยิตตา ฮัลเอบร์สแตม และจูดิธ เวลเวสนธัล เขียน / สิทธิพร ชุมชื่นจิตร์ เรียบเรีบง จาก Small Miracle of love & Friendship

* ทาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้ จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่
ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการแสดง แต่จะมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป ในประเทศไทยพบว่ามีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอีสาน อาจมีถึง 40% ของประชากรทั่วไปที่มีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียทั้งที่เป็นโรคและเป็นพาหะจะสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้ ในกรณีที่พ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 หรือครึ่งต่อครึ่ง แต่จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรค ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และ โอกาสที่จะปกติเท่ากับ 1 ใน 4 ในกรณีที่พ่อและแม่ ฝ่ายหนึ่งเป็นโรค และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 2 ใน 4 และ โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 โดยลูกไม่มีโอกาสปกติเลย (ข้อมูลจาก ไทยแลปออนไลน์ เฮท์ลไซต์)

* นักบุญ “โฟสตินา” มีชื่อเดิมว่า เฮเลนา โควาลสกา เกิดเมื่อวันที่25 สิงหาคม ค.ศ.1905 ที่หมู่บ้านโกลโลวิค ประเทศโปแลนด์ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน เมื่ออายุเกือบ 20 ปี ได้เข้าอารามภคินี คณะพระแม่แห่งความเมตตา สมาชิกคณะนี้อุทิศตนเพื่อดูแลให้การศึกษาแก่สตรีที่ประสบปัญหาชีวิต ปีต่อมาได้รับเครื่องแบบนักบวชและรับนามใหม่ว่า ซิสเตอร์มาเรีย โฟตตินา ปี 1928 พระเยซูเจ้าเริ่มเผยแสดงพระองค์ต่อท่าน ปี 1930 ซิสเตอร์โฟสตินา ได้รับสารแห่งพระเมตตาจากพระเยซูเจ้า และเริ่มเขียนบันทึกยาวกว่า 600 หน้า เกี่ยวกับการเผยแสดงต่างๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับพระเมตตาของพระเป็นเจ้า เป็นเครื่องมือเน้นย้ำแผนการแห่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้าสำหรับชาวโลก ชีวิตของท่านเลียนแบบองค์พระคริสตเจ้า ท่านพลีกรรมและมีชีวิตเพื่อผู้อื่น ท่านเต็มใจถวายความทุกข์ทรมานส่วนตัวร่วมกับพระองค์ เพื่อชดเชยบาปของผู้อื่น ทำกิจเมตตา กระตุ้นให้ผู้อื่นวางใจในพระเป็นเจ้า เพื่อเตรียมชาวโลกให้พร้อม สำหรับการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระองค์ ท่านทำตามคำสอนของพระเป็นเจ้าที่ตรัสว่า "จงมีความเมตตากรุณา เหมือนพระบิดาของท่านผู้ทรงเมตตา" ท่านมรณกรรมเมื่อปี 1938
ซิสเตอร์โฟสตินาได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.2000 พระองค์ตรัสในคำเทศน์ตอนหนึ่งว่า ชีวิตของซิสเตอร์ โฟสตินา โควาลสกา เป็นดังของประทานจากพระเป็นเจ้าเพื่อยุคสมัยของเรา ชีวิตที่ถ่อมตนของท่านเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 คนที่ยังจดจำได้ย่อมตระหนักดีว่า ณ เวลานั้นประชากรหลายล้านคนทั่วโลกต้องผจญกับความทุกข์ยากแสนทรมานเพียงไร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกต้องการสารแห่งความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ความรักพระเป็นเจ้า และความรักต่อพี่น้อง ชาย หญิงทั้งหลาย ไม่อาจแยกจากกันได้ ดังที่จดหมายของนักบุญยอห์นได้เตือนเราว่า "เรารู้ว่าเรารักบรรดาบุตรของพระเจ้า เมื่อเรารักพระเจ้าและปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์" (1 ยอห์น 5:2) แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักด้วยความรักที่ลึกซึ้ง โดยอาศัยตัวมนุษย์เองเท่านั้น แต่เราจะรักอย่างสิ้นสุดจิตใจได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้โดยซึมซับจากรหัสธรรมแห่งความรักของพระเป็นเจ้า เมื่อเพ่งมองพระองค์ซึ่งเต็มไปด้วยหัวใจแห่งความเป็นพ่อ ทำให้เรามีดวงตาใหม่ในการมองเพื่อนพี่น้องด้วยสายตาแห่งการไม่เห็นแก่ตัว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ใจกรุณา และการให้อภัย ทั้งหมดนี้คือความเมตตานั่นเอง
(ข้อมูลจาก อุดมศานต์ - มีนาคม 2006)

2552/01/02

ความเป็นผู้นำของ บิล เกตส์

ความโดดเด่นผู้นำยุคใหม่ อย่างคุณบิล เกตส์ (Bill Gates) ซึ่งในวัยเด็กเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ และอ่านหนังสือหลากหลาย เช่น นวนิยายฝรั่งเศสเรื่องเจ้าชายน้อย เรื่องของศิลปินนักวิทยาศาสตร์อย่าง ลิโอนาร์โด ดาร์วินชี่ เป็นต้น เ มื่อเขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้ร่วมมือกับ พอล อัลเลน เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งคบกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม เขียนต้นแบบภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกๆ
ในปี ค.ศ.1973 บิลล์ เกตส์ ผู้มีอายุเพียง 18 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย พร้อม พอล อัลเลน ไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ในปี ค.ศ.1975 ด้วยความเชื่อว่า “คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับทุกคนทั้งที่บ้านและที่ทำงาน” นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก
ไมโครซอฟต์เติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และประสบผลสำเร็จอย่างมาก เพราะเป็นบริษัทของคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าและสร้างสรรค์ ที่เน้นการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ และทำให้บริษัทเป็นบริษัทแห่งการเรียนรู้และแข่งขันตลอดเวลา จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดคือได้ร่วมกับทางบริษัท IBM และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS ได้เหมือนกัน ส่งผลมีคนใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น และทำให้บิลเกตส์ เป็นมหาเศรษฐี และประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่ม
ลักษณะของบิลเกตส์ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อาจจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้
๑. มีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ การได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมก่อตั้ง และสามารถสร้างผลงานที่เป็นผลสำเร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การ ตลอดจนส่งผลการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกอีกด้วย
๒. มีประสบการณ์หลากหลาย ศักยภาพในการทำงานสูง เวลาทำงานทุ่มเทจริงจัง ทำงานวันละหลายชั่วโมง และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเวลาเผชิญกับปัญหาโดยไม่ละทิ้ง ตลอดจนมีทักษะหลากหลาย เพื่อคิดนโยบาย หรือการบริหารเชิงรุก เมื่อภาวการณ์แข่งขันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ช่วงที่ยอดขายและกำไรของไมโครซอฟต์กำลังพุ่งแรง ในช่วงนั้นเกตส์ก็พลาดในเรื่องการมองไปข้างหน้า ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกอินเตอร์เน็ต แต่เขาก็เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานของเขาและพยายามปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเขายังมีนโยบายทางธุรกิจแบบรุกไปข้างหน้า แข่งขันแบบเอาชนะทุกวิถีทาง ทั้งการดัดแปลงความคิดของคนอื่น ผูกขาดครอบงำให้ผู้บริโภคต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทไมโครซอฟต์ขึ้นเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์
๓. สามารถแสดงความเป็นผู้นำที่ชัดเจน และประสบความสำเร็จแต่อายุยังน้อย เพียง 35 ปี บริษัทไมโครซอฟต์ ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ และมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
๔. มีบุคลิกภาพ กล้าคิด กล้าริเริ่ม หากวันนั้นบิล เกตส์ ไม่กล้าที่จะลาออก หรือไม่กล้าที่จะคิดทำบริษัท ไมโครซอฟต์ เขาก็คงจะไม่มีวันนี้ อีกทั้งยังกล้าท้าทายกระบวนการแบบเก่าๆ อยากรู้อยากเห็น เปิดเผย ตรงไปตรงมา เพราะในยุคนั้น มีใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มอย่าง เกตส์จะกล้าต่อกรกับยักษ์ใหญ่ IBM ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น

2551/12/10

บทบาทของผู้นำกับการปรับเปลี่ยนและพัฒนาองค์กร



ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน ร้านขายวัสดุก่อสร้างประเภท 3 ที่เน้นขายพวกเครื่องสุขภัณฑ์ และกระเบื้องปูพื้น บุผนัง ยังเป็นร้านค้าแบบดั้งเดิม ที่มีกองทราย กองกระเบื้องวางเกะกะอยู่เต็มร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากนัก และไม่มีความสะดวกสบายเท่าไร ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มช่าง ผู้รับเหมา ที่จะเข้ามาติดต่อซื้อขาย ไม่มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคสุดท้าย (End User)

ผู้นำของร้านค้าแห่งนี้ หรือเรียกกันในสมัยนั้นว่า “เถ้าแก่” ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ด้วยการพัฒนาร้านค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม เริ่มตั้งแต่ปรับบริเวณด้านหน้าของร้านค้าให้สะอาดเรียบร้อย ไม่มีของเกะกะเต็มหน้าร้าน ให้มีตัวอย่างห้องเสมือนจริง (Mock up) ด้วยการติดกระเบื้อง ตั้งวางสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ในแต่ละห้องให้ลูกค้าได้เข้ามาเลือกสินค้า และเห็นภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้วนำไปติดตั้งตามแบบนี้ ก็จะได้ห้องน้ำที่ตนเองต้องการ และติดตั้งระบบปรับอากาศทั้งร้าน เพื่อให้ลูกค้า หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้ามีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมทั้งสอนพนักงานขายให้มีความสนใจลูกค้าที่เดินเข้ามาดูสินค้าอีกด้วย

ในยุคสมัยนั้นการเปลี่ยนแปลงของร้านนี้ ได้รับการพูดถึงหรือกล่าวขานกันในวงการค้าปลีกสมัยนั้น ว่า “ร้านจะไปไหวเหรอ ติดแอร์ ลงทุนไปตั้งมากมาย จะขายได้จริงเหรอ” แต่ผู้นำร้านก็ไม่สนใจและพยายามทำธุรกิจแม้ว่าจะมีปัญหาบ้างแต่ก็แก้ไข และฟันฝ่าอุปสรรค จนทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะพัฒนาหรือเพิ่มสาขามากขึ้น โดยการลงทุนเพิ่มกับเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งนับว่าเป็นกัลยาณมิตรของเถ้าแก่มาตั้งแต่สมัยเรียน และเติบโตขึ้นมาก็ได้มีโอกาสทำธุรกิจร่วมกันในการขยายสาขาขึ้นมาอีก 4 สาขา ตามมุมเมืองของกรุงเทพมหานคร เป็นการวางตำแหน่งสาขา เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง ที่จะต้องขยายออกไปยังชานเมืองมากขึ้น นับว่าผู้นำในองค์กรนี้มีวิสัยทัศน์ในการเลือกตำแหน่งสาขาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันนี้บริเวณที่ตั้งของสาขาต่างๆ นั้นประกอบไปด้วย หมู่บ้าน และ ชุมชนใหม่ๆ เกิดขึ้นสร้างความคึกคักและความเจริญขึ้นมาอีกมากมาย
ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เป็นการปรับเปลี่ยนองค์กรทั้งระบบ เปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร จากเดิมที่ใช้กระดาษ และเครื่องคิดเลข ทำให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการประสานงานขาย และสั่งซื้อสินค้า ในช่วงแรกที่นำมาใช้นั้นสร้างความวุ่นวายให้กับคนในองค์กรเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิธีการทำงานของพนักงาน อีกทั้งยังต้องพัฒนาพนักงานให้สามารถรับเทคโนโลยีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการค้าวัสดุก่อสร้างสุขภัณฑ์ กระเบื้อง นี้อีกอันหนึ่งก็คือ การปรับเปลี่ยนระบบการซื้อด้วยเงินเชื่อ มาเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือบัตรเครดิต จากเดิมสัดส่วนเงินเชื่อสูงถึงร้อยละ 80 แล้วก็ปรับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 30 ในช่วงแรกๆ ซึ่งในตอนแรกที่มีการปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ลูกค้าที่เป็นผู้รับเหมา หรือลูกค้าเก่าๆ ได้ต่อว่าและบอกว่าทำถูกหรือ ไม่กลัวลูกค้าหายหรือ?

แต่เวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำธุรกิจด้วยเงินสดนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปี 40 ทางร้านค้าก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระเงินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และทำให้ร้านค้าแห่งนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตราบจนทุกวันนี้

2551/11/17

FATHER DAY "December 5"

My father is person first man that makes I feel warm most. This person is will be only one man that I will love and compensate the favor or service performed to the last.

The word “FATHER” is the word shortly which is second word that me speaks to come out from my mouth. First time, I open one's eyes to see the world, person who me sees to are “Father and Mother”.

Father look after everything give me when I am little child. Right now, I grow up that Father wait to teach, warn that anything right and anything wrong. If I make a mistake, my father beat me for let me realize that thing should not do or not.

Someone think, if the father beat that means the father doesn’t love us. In the fact the father beats because love us. Beat the power more that we will painful but painful father more than us is hundred times

Father must work tired for lead money comes to treat me, but he never complain that “I’m tried”. I try to intend to study for make a father is proud of me.
Father is the hero that waits for to protect me in critical time, look after me all until along nowadays.

Father is a person who is distress for a child. Everybody child then should compensate his obligation. Bring a lei of flower goes to greet a father, in 5 December. Behave a good child and obey him.

2551/08/06

เป็นตากุ้งยิง... แย่เลย..

ช่วงนี้เป็นตากุ้งยิง .. ก็เลยต้องหาความรู้เกี่ยวกับตากุ้งยิง..
และได้เห็นบทความของคุณหมอ ท่านหนึ่ง จึงขออนุญาต นำมาลงต่อนะครับ..
จาก website.

http://www.doctor.or.th/

ตากุ้งยิงเกิดจากอุดตันและอักเสบของต่อมไขมันที่หนังตา เนื่องจากในเปลือกตาแต่ละข้างมีต่อมที่อาจอักเสบเป็นตากุ้งยิงได้มากกว่าข้างละ 40 - 50 ต่อม ดังนั้นในบางคนที่เจอลม ฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาแล้วใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตาก็อาจทำให้เป็นตากุ้งยิงและสามารถเป็นซ้ำได้บ่อยๆ

ตากุ้งยิงเกิดจากการอุดตันและอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำตาหรือต่อมไขมันที่บริเวณหนังตา เช่นเดียวกับการเกิดสิวตามบริเวณใบหน้า โดยมักเริ่มจากการมีฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตา แล้วมีการใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตาจึงเกิดการอักเสบตามมา ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการแอบดูทำให้เป็นตากุ้งยิงแต่อย่างใด ตากุ้งยิงมีทั้งชนิดติดเชื้อและชนิดไม่ติดเชื้อ โดยแบ่งเป็นแบบตากุ้งยิงด้านนอก จะทำให้เห็นการอักเสบบริเวณเปลือกตาคือมีลักษณะบวม แดง ปวดที่บริเวณผิวเปลือกตา และตากุ้งยิงแบบด้านใน จะเห็นการอักเสบได้ชัดเมื่อปลิ้นเปลือกตาด้านในดู ตากุ้งยิงถ้าเป็นมากจะมีหนองนิ่มๆที่บริเวณตากุ้งยิงด้วย

การรักษาตากุ้งยิง ขึ้นกับระยะที่เป็นตากุ้งยิง คือ
1.ตากุ้งยิงระยะแรก อาจมีเพียงอาการเจ็บ แดงเล็กน้อยบริเวณเปลือกตา การรักษาให้ประคบน้ำอุ่นครั้งละ 15 นาทีวันละ 4 ครั้ง, นวดเบาๆที่เปลือกตาบ่อยๆ ห้ามขยี้ตา และใช้ยาปฏิชีวนะ โดยถ้ามีอาการเจ็บแดงบริเวณด้านในของเปลือกตา ใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาเช่น Poly-oph, Neosporin หรือ Tobramycin หยอดตาวันละ 4 ครั้ง และถ้ามีการอักเสบติดเชื้อ (บวม แดง) ของเปลือกตาบริเวณรอบๆ ร่วมด้วยให้ใช้ยาปฏิชีวนะเช่น Amoxycillin ชนิดรับประทานร่วมด้วย

2.ตากุ้งยิงระยะที่เป็นหนอง เมื่อคลำบริเวณตากุ้งยิง ตุ่มกุ้งยิงมีลักษณะนิ่มเป็นหนองข้างใน แพทย์จะให้การรักษาด้วยการเจาะหนองเพื่อรักษา โดยการใช้ยาชาชนิดฉีด อาจมีความรู้สำเจ็บบ้างขณะฉีดยาชา และมีการขูดผนังต่อมที่อักเสบออก เพื่อไม่ให้เป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมอีก และใช้ผ้าปิดตาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดหยุด ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะหยอดตาต่อประมาณ 3-5 วันการป้องกันไม่ให้เป็นตากุ้งยิงซ้ำอีก

สิ่งสำคัญนอกจากการรักษาคือการป้องกันการเป็นซ้ำของตากุ้งยิง เนื่องจากในเปลือกตาแต่ละข้างมีต่อมน้ำตาที่อาจอักเสบเป็นตากุ้งยิงได้มากกว่าข้างละ 40-50 ต่อม ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงฝุ่นหรือเชื้อโรคเข้าตาและห้ามใช้มือขยี้ตา เพราะอาจทำให้เป็นตากุ้งยิงซ้ำได้บ่อยๆ และควรใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบนวดบริเวณเปลือกตาที่เป็นกุ้งยิงตั้งแต่เพิ่งเริ่มเป็นใหม่ๆจะช่วยให้หายได้ดีขึ้น รวมทั้งควรพักผ่อนให้พอเพียงด้วยเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงจะได้หายเร็วและไม่เป็นโรคต่างๆง่าย

ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ พบ.จักษุแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2551/07/29

หักห้ามใจเลิกดูดนิ้ว แล้วค่า..






หลังจากโดนกดดันมานาน ในที่สุดเจ้าตัวเล็กก็หักดิบ เลิกดูดนิ้วซะที ช่วง 2-3 วันแรก
ดูเธอน่าสงสารมาก เฝ้าแต่ดูนิ้วโป้งสุดรัก อยากจะเอาเข้าปากแต่ก็พยายามตัดใจ ก็ทุกคนในบ้านบอกหนูว่าเลิกดูดแล้วนิ้วจะสวยนี่นา
ตอนก่อนนอนเป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานทั้งคนที่ไม่ได้เลิกและคนที่เลิกมาก เจ้าตัวเล็กนอนกระสับกระส่าย ผุดลุกผุดนั่งอยู่นั่นแล้ว ไม่ยอมหลับซะที มือก็จับผ้าขนหนูคู่กายเอาถูกับปากแทน เดือดร้อนแม่ที่อยากนอนเต็มแก่
ในที่สุดหลังจากฟาดหัวฟาดหางเป็นชั่วโมงเจ้าตัวเล็กก็สิ้นฤทธิ์สลบไปจนได้ เฮ้อกว่าแม่จะได้นอน ลุ้นแทบตาย คิดๆแล้วก็อยากให้กลับมาดูดนิ้วเหมือนเดิม แต่ช้าก่อน ถ้าโทรมาตอนนี้ เอ๊ย ถ้าไม่ใจแข็งตอนนี้ปล่อยให้ดูดต่อไป นิ้วคงเน่าก่อนโตเป็นสาวแน่ ดังนั้นต้องสู้ต่อไปนะลูกรัก
และแม่ด้วยเพราะตอนนี้ตาเป็นหมีแพนด้าเข้าไปทุกทีแล้ว : (


2551/06/23

เตรียมตัวก่อนเกิดแผ่นดินไหว

ก่อนการเกิดแผ่นดินไหว
1. ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น
4. ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า
5. อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้
6. ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
7. ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้ง ในภายหลัง
8. สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
1. อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบ ถ้าท่านอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน
2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง ที่สามารถรับน้ำหนัก ได้มาก และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่าง
3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็ว หนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า และสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอกคือที่โล่งแจ้ง
5. อย่าใช้ เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น
6. ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
7. ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
8. หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง


หลังเกิดแผ่นดินไหว
1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้
3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง
4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟหรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
5. ตรวจสอบว่า แก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ
8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้
9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง
10. อย่าแพร่ข่าวลือ

แหล่งข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา

2551/02/19

CORE COMPETENCY


core competency is something that a firm can do well and that meets the following three conditions specified by Hamel and Prahalad (1990):


It provides customer benefits It is hard for competitors to imitate It can be leveraged widely to many products and markets. A core competency can take various forms, including technical/subject matter know how, a reliable process, and/or close relationships with customers and suppliers (Mascarenhas et al. 1998). It may also include product development or culture such as employee dedication. Modern business theories suggest that most activities that are not part of a company's core competency should be outsourced.


If a core competency yields a long term advantage to the company, it is said to be a sustainable competitive advantage.

2551/02/18

The Main Causes of Liver Damage are

ถ้าหากคุณยังมีปัญหาในการนอนหลับ พิษและของเสียที่อยู่ในร่างกายย่อมจะสะสมและเป็นปัญหาต่อสุขภาพและอารมณ์ของคุณเอง
The main causes of liver damage are: สาเหตุหลักที่ทำลายตับของคุณคือ

1. Sleeping too late and waking up too late are the primary causes.
นอนดึกและตื่นสายเป็นต้นเหตุลำดับต้น ๆ

2. Not urinating in the morning.
การไม่ปัสสาวะในตอนเช้า

3. Too much eating.
ทานจุเป็นประจำ

4. Skipping breakfast.
ไม่รับประทานอาหารเช้า

5. Consuming too much medication.
บริโภคยามากเกินไป

6. Consuming too much preservatives, additives, food coloring, and artifi cial sweetener.
บริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุกันเสีย สีผสมอาหาร วัตถุปรุงแต่ง และน้ำตาลเทียม

7. Consuming unhealthy cooking oil. As much as possible reduce cooking oil use when frying, which includes even the best cooking o ils like olive oil. Do not consume fried foods when you are tired, except if the body is very fit.
บริโภคน้ำมันที่ใช้ทำอาหารซึ่งด้อยคุณภาพและไม่เป็นประโยชน์ ถ้าหากคุณสามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันในการทอดอาหารซึ่งรวมถึงการใช้น้ำมันที่ดีที่สุดที่ใช้ทำ อาหารเช่นน้ำมันมะกอก จงหลีกเลี่ยงการบริโภคของทอดเมื่อคุณมีอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย ยกเว้นถ้าหากร่างกายคุณฟิต

8. Consuming overly done foods also add to the burden of liver. Veggies should be eaten raw or cooked 3-5 parts. Fried veggies should be finished in one sitting, do not store.
บริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงมากเกินไปย่อมสร้างภาระแก่ตับ ผักควรทานสด ๆ หรือผ่านการทำให้สุกเพียง 3-5 ส่วน ผักที่ผ่านการผัดควรจะบริโภคให้หมดในมื้อเดียว อย่าเก็บไว้ทานในมื้ออื่น ๆ

We just have to adopt a go od daily lifestyle and eating habits. Maintaining good eating habits and time condition are very important for our body to absorb and get rid of unnecessary chemicals according to 'schedule.'
เราจะต้องพยายามปรับวิถีการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะนิสัยการกินการปลูกฝังนิสัยการกินที่ดีและดูแลปัจจัยเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเราได้รับป ระโยชน์และสามารถกำจัดสารที่ไม่เป็นประโยชน์ในร่างกายตามตารางเวลาที่ควรจะเป็น

Because:
เพราะ

Evening at 9 - 11pm : is the time for eliminating unnecessary/ toxic chemic als (de-toxification) from the antibody system (lymph nodes). This time duration should be spent by relaxing or listening to music. If during this time a housewife is still in an unrelaxed state such as washing the dishes or monitoring children doing their homework, this will have a negative impact on her health.
ช่วงเวลากลางคืน 3 ทุ่ม - 5 ทุ่ม : เป็นระยะเวลาที่ร่างกายจะกำจัดสารพิษต่าง ๆ โดยระบบต่อต้านเชื้อโรคในร่างกาย (ระบบหมุนเวียนของน้ำเหลืองในร่างกาย) ช่วงเวลานี้ควรจะต้องถูกใช้ไปในการพักผ่อนหรือผ่อนคลายด้วยการฟังดนตรี ถ้าหากช่วงเวลานี้แม่บ้านยังคงวุ่นอยู่กับงานบ้านเช่นล้างจานหรือดูและเด็กให้ทำการบ้าน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลลบต่อร่างกาย

Evening at 11pm - 1am : The de-toxification process in the liver, and ideally should be done in a deep sleep state. Early morning 1 - 3am : de-toxification process in the gal l, also ideally done in a deep sleep state.
ช่วงเวลากลางคืน 5 ทุ่ม - ตี 1 : กระบวนการกำจัดสารพิษในตับ และแน่นอนควรจะต้องอยู่ในช่วงการนอนหลับสนิท ในช่วงเช้าระหว่างเวลาตี 1 ถึง ตี 3 นั้น กระบวนการกำจัดสารพิษในน้ำดีก็ควรจะเป็นช่วงแห่งการนอนหลับสนิทเช่นกัน

Early morning 3 - 5am : de-toxification in the lungs. Therefore there will sometimes be a severe cough for cough sufferers during this time. Since the de-toxification process had reached the respiratory tract, there is no need to take cough medicine so as not to interfere with toxin removal process.
ช่วงเวลาตี 3 - ตี 5 : การกำจัดสารพิษในปอดเพราะฉนั้นอาจจะมีอาการไออย่างรุนแรงสำหรับผู้ที่มีปัญหาการไอในช่วงเวลาดังกล่าว ตอนนี้กระบวนการกำจัดสารพิษจะเข้าสู่ระบบท างเดินหายใจแล้ว และก็ไม่จำเป็นที่คุณจะใช้ยาแก้ไอเพื่อที่จะได้ไม่ไปขัดขวางขั้นตอนการกำจัดสารพิษในร่างกาย

Morning 5 - 7am : de-toxification in the colon, you should empty your bowel.
ช่วงเช้า ตี 5 - 7 โมงเช้า : การกำจัดสารพิษในปลายลำไส้ใหญ่ ก็ถึงเวลาที่จะต้องทำให้พุงและลำไส้ของคุณว่างลง

Morning 7 - 9am : Absorption of nutrients in the small intestine, you should be having breakfast at this time. Breakfast should be earlier, before 6:30am, for those who are sick. Breakfast before 7:30am is very beneficial to those wanting to stay fit. Those who always skip breakfast, they should change their habits, and it is still better to eat breakfast late until 9 -10am rather than no meal at all. Sleeping so late and waking up too late will disrupt the process of removing unnecessary chemicals. Aside from that, midnight to 4am is the time when the bone marrow produces blood.
ช่วงเช้า 7 - 9 โมงเช้า : การดูดซึมสารอาหารสู่ล ำไส้เล็ก คุณควรจะต้องทานอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ อาหารเช้าควรจะก่อน 6.30 น. สำหรับผู้ป่วย อาหารเช้าที่ทานก่อน 7.30 น. นั้นดีต่อผู้ที่ต้องการมีร่างกายสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ ผู้ใดที่ไม่ทานอาหารเช้าตลอดเวลาควรจะต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เสีย และการทานอาหารเช้าในช่วงสายตั้งแต่ 9 - 10 น. ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรลงไปในท้องเลย การนอนดึกตื่นสายนั้นเป็นปัญหาต่อกระบวนการทำลายของเสียในร่างหาย นอกจากนั้นช่วงเที่ยงคืนถึงตี 4 ก็ยังเป็นเวลาที่ร่างกายผลิตเลือด

Therefore, have a good sleep and don't sleep late.
เพราะฉนั้น อย่านอนดึกและอย่านอนตื่นสาย

Sharing Is Caring!
การแบ่งปันเป็นการแสดงความห่วงใย

Live Well & Worry Less.
ขอให้มีสุขภาพดีและไม่มีความกังวล