แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอน แสดงบทความทั้งหมด

2562/11/22

อากาศดี ได้อย่างที่คิด

ก่อนหน้านี้สัปดาห์หนึ่ง กทม.อากาศปกคลุมด้วยฝุ่นและอบอ้าว
ช่วงที่พระสันตะปาปามาเยือนเมืองไทย คงมีคนไม่น้อยที่คิด และขอให้อากาศดี สดใสในช่วงที่ท่านมาเมืองไทย และพรนั้นก็สำเร็จได้ดังคิดและปราถนา 
ขอบคุณเรื่องราวที่เกิดขึ้น ขอบคุณสิ่งดีๆ ที่มีในช่วงนี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีนัก..
วันนี้มิสซาเยาวชนที่วัดอัสสัมชัญ ท่านได้ให้ข้อคิดว่า 
"ต้นไม้สูงใหญ่ มีกิ่งก้านมากมายแต่ถ้ารากเน่า ก็จะทำให้ต้นไม้ตายได้  พวกเราเยาวชนที่เติบโตขึ้นในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีรากที่แข็งแรง รากที่เกิดขึ้นจากครอบครัวและการดูแลจิตใจเป็นอย่างดี เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง"
#vivapapa #popevisitthailand

2557/06/16

ฝึกมังกรอย่างไร?? หรือ ฝึกใจเราอย่างไร??

มังกรจะดี ก็เมื่อมีผู้นำที่ดี
ร่างกายจะดี ก็เมื่อมีจิตใจนำที่ดี

มังกรเลว เพราะคนนำเลว
ร่างกายที่เศร้า ก็เมื่อมีจิตใจที่เศร้าเช่นกัน

เขี้ยวกุด ก็ยังเป็นพระเอกในใจเสมอ...
พระเอก..ก็รู้จักให้อภัย.. จึงจะได้พลังอันยิ่งใหญ่...


ลองไปดูได้ที่โรงหนัง หรือ จะรอแผ่น DVD ก็ได้แล้วแต่ท่านนะค่ะ


2555/06/17

กลับสู่ สมาคมหมากล้อม หลังจากห่างหายไปร่วม 10 ปี

วันนี้พาลูกน้องเก่าที่ร่วมเล่นหมากล้อมกันมา  ตั้งแต่เริ่มต้นสอนน้องเขามาเรื่อยๆ และน้องเขามีพัฒนาการที่ดีมาก จึงชวนมาชมบรรยากาศจริงที่ชมรมหมากล้อมแห่งประเทศไทย  ที่ตั้งอยู่

ชั้น 2 อาคารสีลมปาร์ควิว ซอยศาลาแดง 2 ถนนสีลม เขตบางรัก กทม.
(เยื้องกับด้านหลังห้างสรรพสินค้าสีลมคอมเพล็กซ์)
เพื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องเขาพัฒนาตัวเองขึ้นไปจนเป็นระดับมืออาชีพได้  เพราะตัวเราเองยังคงต๊อกแต๊กๆ อยู่อย่างนี้ตั้งแต่ตอนนู้น จนถึงตอนนี้...

เล่นหมากล้อมทีไร.. ก็จะต้องระลึกคำว่า  "ชนะได้ โดยไม่คิดเอาชนะ"
เพราะเกมใดที่เราเล่นแบบจะจ้องทำลายล้างฝั่งตรงข้าม... เรามักจะพ่ายแพ้ในเกมนั้นเสมอ 



บรรยากาศ และพี่ที่เฝ้าห้องชมรม ยังคงเป็นคนเดิมอยู่ ซึ่งเราเองคุ้นหน้าพี่เขามากเลย..
ผ่านไปร่วม 10 ปี ที่เราไม่ได้เข้าไปในชมรมหมากล้อมเลย..   จำบรรยากาศได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราไปนั่งเล่นกับคนอื่นๆ ที่ชมรมหมากล้อม ตอนนั้นได้พบกับคุณก่อศักดิ์  กำลังนั่งเล่นอยู่ ณ ขณะนั้นด้วย
ตอนนั้นอาการดีใจมาก และได้ยินเสียงคุณก่อศักดิ์พูดด้วย..  เป็นเสียงที่มีพลังมากๆ ยังจำน้ำเสียงตอนนั้นได้เลย

ถึงแม้เราจะไม่ได้ร่วมงานกับคุณก่อศักดิ์ หรือไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็นับถือและติดตามหนังสือที่คุณก่อศักดิ์เขียนทุกๆ เล่ม  ตั้งแต่แรกเริ่มเลย คือ CEO ตะวันออก  เรื่อยมาจนถึงเล่มล่าสุด  อ่านสามก๊กถกบริหาร   และหากมีการพูดหรือสัมมนาอะไรที่คุณก่อศักดิ์พูด เราัก็จะเก็บข่าวสารนั้นไว้โดยตลอด
อาจจะนับได้ว่า เราเองก็เป็น แฟนคลับคุณก่อศักดิ์   และติดตามการทำงานของท่านมาโดยตลอด
ซึ่งเราเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่มีตัวอักษรเขียนคำว่า "อดทน" เป็นภาษาจีน ตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานเช่นเดียวกัน





2555/06/11

พลังแห่งการขอบคุณ


ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทอง ม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคา แพง     ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคา แพงนั้น มาห่อกล่องของ ขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส

แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอ ในเช้าวันรุ่งขึ้น และพูด ว่า ' นี่สำหรับพ่อ ค่ะ '

พ่อของ เธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีก ครั้งเมื่อ เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า
' ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่า การจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '

เด็ก น้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูด ว่า ' โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่อง เปล่า เลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม '

ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอให้ลูก สาว ยกโทษให้เขากับท่าทางโกรธ เกรี้ยวเกินเหตุของเขา

ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิต ลูกสาวของชายคนนั้นไป และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่า นั้นไว้ข้างเตียง ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียวและเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบ นี้ เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่ง จูบ แล้วรำลึกถึง ความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา


ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทอง ซึ่งบรรจุด้วยความ รัก ที่ปราศจากเงื่อนไข และรอยจูบจาก ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีก แล้ว

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้น เมื่อปีกของ เรา ไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร


มองโลกในแง่ดี และปฏิบัติ ดี

ฉันขอขอบคุณ สำหรับ....

สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่ บ้าน กับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น

สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่อง ล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ ถนน

สำหรับภาษีที่ต้อง เสีย เพราะนั่นหมาย ถึงฉันมีงานทำ

สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงาน ปาร์ตี้
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง

สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกิน ไป
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันยังมีกิน

สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสง แดด

สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่าง ที่ต้องทำความสะอาด
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา

สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอด รถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดิน ได้ และฉันมี รถ

สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่

สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้น วัน
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันสามารถทำงานหนักได้

สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่

และสุดท้าย....... (เติมคำความปรารถนาของตัวคุณเอง)

2555/06/01

ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยายธรรม จาก พระมหาสมปอง


การวางแผนอนาคตของตนเอง

คนเราจักประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็จักต้องรู้จักวางแผน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน
เป้าหมายที่ชัดเจน คือ  คิด >> แล้ว ลงมือกระทำให้เกิดขึ้น

หากเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็จักต้องมีความขยันขันแข็ง และอดทน
ทำมากย่อมได้มาก ทำน้อยย่อมได้น้อย

หากเราจะประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน ก็จักต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน รู้จักเก็บ รู้จักใช้
สูตรารใช้เงินง่ายๆ ที่ปฏิบัติได้เลย คือ
รายรับ - เงินออม = รายจ่าย
หรือ ออมก่อน แล้วจ่ายทีหลัง เท่านี้ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บแล้ว

ส่วนความพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น ต้อง

อย่า ท้อเมื่อพลาดพลั้ง
ทำ ความหวังขึ้นมาใหม่
นม นานสักเพียงใด
หก ล้มไปเพียงชั่วคราว

2555/05/06

ความลับของเหรียญ 5 บาท กับ ความลับของผู้หญิง


จะเล่าเรื่อง "เหรียญ 5 สอนลูกให้ฟัง"

คุณพ่อถามลูกสาว ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่น
"อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรอยู่ในมือพ่อ"

ลูกสาวพยักหน้า
"ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที"
ลูกสาวทำตาม

"ไม่พอ ต้อง 5 ที" และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกสาวอุทธรณ์
"ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร"

เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม
"อยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที"
"หนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ"

"เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้"
"ทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ"
"ให้ดูฟรี ๆ ก็ได้"
แล้วก็แบมือออก ลูกสาวก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า

"นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา
อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ
ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย
แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนที่สุดสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า
ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก"

C/R คุณโชติช่วง ลิ่มถาวรกุล
โดย: InternetCafe Thai

2555/04/26

คุณเคยรู้สึกแบบนี้กับใครสักคนบ้างไหม


คุณเคยรู้สึกแบบนี้กับใครสักคนบ้างไหม...............

มีความสุขทุกครั้งที่ได้เจอ
มีความสุขทุกครั้งที่ได้คุย
มีความสุขทุกครั้งที่เห็นเขามีความสุข
รับได้ทุกอย่างในสิ่งที่เขาเป็น
รับได้ทุกอย่างถึงแม้ว่าเขาจะทำผิดอย่างไร
รับได้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง ตัวเองต้องเสียใจ

ฝืน ทั้งๆที่รู้ว่าเขาเป็นของคนอื่น
ฝืน ทั้งๆที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ใช่เรา
ฝืน ทั้งๆที่รู้สึกเจ็บปวดแต่ไม่เคยแสดงออก
ยอมเพื่อรับรู้แต่สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน
ยอม เพราะว่า เรารักกัน
ยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับการได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

เคยไหม..งอแงโดยไม่มีเหตุผล
เคยไหม..อดทนรอ ในวันที่ห่างไกลกัน
เคยไหม..เปลี่ยนแปลง ปรับตัวเองเพื่อเขาคนนั้น

พร้อม..ที่จะดูแลและให้..โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
พร้อมจะอยู่เคียงข้างทุกครั้งไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์สักแค่ไหนก็ตาม
พร้อมที่จะ..เดินและจับมือ..ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง
ฯลฯ
ยังคงมีเหตุผลอีกมากมาย ที่มีอยู่ใน “หัวใจ” ของใครหลายๆคน บน คำว่า “ความรัก”
ที่มอบให้ ใครสักคน บนโลกใบนี้  ด้วยใจที่ดีและมีความสุข  แค่นี้ก็พอ คุณว่าจริงไหม?

ด้วยใจที่ดี และมีความสุข

2555/04/25

วันนี้ในห้องประชุม... สติมา ปัญญาเกิด


วันนี้ในห้องประชุม....
หลังจากทีชีวิตห่างหายไปจากการประชุมต่างๆที่เคยเข้าร่วมกับบริษัทที่เคยทำงานด้วยก่อนนี้...และได้เข้ามาทำงานกับบริษัทใหม่ จากตำแหน่งที่เหมือนไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานใดๆเลย เหมือนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครสนใจ (จนต้องเรียกตำแหน่งเดิมว่า ลูกเมียน้อย)

พอได้เปลี่ยนตำแหน่ง ได้เพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น ดูเหมือนว่าตัวเองจะแลดูมีประโยชน์และได้มีการพัฒนารอยหยักในสมองเพิ่มขึ้นเยอะเลย  ช่วงนี้เลยเป็นการกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง  รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าประชุม ยิ่งถ้าได้ไปประชุมนอกสถานที่ยิ่งตื้นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่แปลกๆที่ไม่เคยไป  ...และการประชุมครั้งนี้  ก็เป็นการประชุมที่ตื่นเต้น แต่ค่อนข้างไปทางกลัวมากกว่า (ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไร  คิดไปเอง)

ทั้งๆที่ก็คุ้นเคยกับบุคคลที่เข้าร่วมประชุมพอสมควร แต่คงเป็นเพราะ เราเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่งและไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการประชุมหรือมีเพียงเฉพาะข้อมูลในส่วนที่เราพอศึกษาและรับทราบมาน้อยนิดเลย เกิดอาการกลัวและประหม่าว่า ถ้าผู้รู้เขาถามมาในสิ่งที่ไม่รู้จะทำอย่างไร  แล้วจะตอบเขาว่าอย่างไร  

แต่ ณ ตอนนั้น สิ่งที่เตรียมเข้าไปร่วมประชุมได้ ก็คือ สมุดโน้ต ปากกา และ สติในการตั้งใจฟัง ตอบ และจะพยายามยอมรับคำแนะนำอย่างดีที่สุด  พอการประชุมผ่านไป....ทำให้เรารู้ว่า  ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง...จริงๆ

ในการปะชุมครั้งนี้ก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น..ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมข้อมูลในการนำเสนอ หลักการ วิธีการ ความคิดเห็น การแนะนำ การยอมรับ ความอดทน ที่สำคัญ ก็คือ สติ  อย่างที่เคยได้ยินมาว่า...สติมา..ปัญญาเกิด  ...และแม้กระทั่งความรู้สึกของใครบางคนในที่ประชุม...ที่สัมผัสได้..

ด้วยใจที่ดีและมีความสุข

2554/09/03

ขงเบ้ง สอนไว้ จำให้ดี


*อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น *

*เมื่อนักการทูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อนักการทูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการทูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการทูต เพราะนักการทูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร *

*เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี *

*คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย*

*ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไป ยังอนาคต*
*อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย*

*ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี *

*ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดทำการใหญ่ ใจคอต้องเหี้ยมหาญ *

*ข้าพเจ้ายอมทรยศต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนในโลกทรยศต่อข้าพเจ้า *

*เป็นแม่ทัพแล้วไม่กล้าตัดหัวคน เป็นแม่ทัพที่ดีไม่ได้*
*คนฉลาดปราดเปรื่อง เขานั่งนิ่งสงวนคม *

*ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน *

*ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน *

*ความรู้ คือ อำนาจ *

*นั่งภูดูเสือ กัดกัน*
*เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน ฉะนั้นจึงอย่าประมาท *

*ถ้าเป็นกษัตริย์ แล้ว ไม่โลภ ก็ เป็นกษัตริย์ ที่ดีไม่ได้ ถ้าเป็นนักบวชแล้วโลภ ก็ เป็นนักบวช ที่ดีไม่ได้ *

*น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด เราก็กลายเป็นคนฉลาดในช่วงเวลาลำบากฉันนั้น*

*ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่ *

2554/06/09

สันติสุข จงสถิตอยู่


วันนี้ฤกษ์งาม ยามดี มีการแบ่งปันพระวาจาที่บ้าน..
กลับมาจากที่ทำงานด้วยความแปลกใจว่าทำไมวันนี้รถไม่ค่อยติด มาติดนิดหน่อยก็แค่ตรงถนนหน้าบ้านแค่นั้นเอง ใช้เวลาจากที่ทำงานมาบ้านแค่ 25 นาทีเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นวันฝนตกหนักมาก
พอกลับมาถึงบ้าน ก็เดินไปรับม๊าๆ กลับมาบ้าน พร้อมกับคนภายในวัด ที่มีความสนใจในการแบ่งปันพระคัมภรี
นับว่าเป็นจิตตารมณ์ ที่จะทำให้เป็นวิถีชุมชนตามคำประกาศของสังฆมณฑล

คนมาที่บ้านก็ไม่มาก ประมาณ 12 คน
และเริ่มอ่านพระวาจา

(ยน 20 : 19-23)

(19)ค่ำวันนั้นซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์ ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่เพราะกลัวชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด" (20)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี (21)พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า "สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น"

(22)ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า "จงรับพระจิตเจ้าเถิด

(23)ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย

หลังจากอ่านจบ 1 รอบ ก็ให้แต่ละคน รำพึงถึงพระวาจา ที่โดนใจ หรือสะกิดใจเรา และให้รำึพึงกับคำๆ นั้น โดยดูว่า พระจะบอกอะไรกับเรา
คนที่ 1 : เหนือเขาทั้งหลาย
คนที่ 2 : กลัว
คนที่ 3 : อภัยบาป
คนที่ 4 : สันติสุข
คนที่ 5 : จงสถิตอยู่
และอีกหลายๆ คนที่ได้พูดออกมา...
หลังจากนั้นก็มีการแ่บ่งปันในกลุ่มย่อย... ทำให้เราได้ทราบว่าม๊าๆ ชอบคำว่า "สันติสุข" และแบ่งปันว่า

"ถ้าใจฉันมีสันติสุข ลูกๆ ฉันก็จะมีสันติสุขด้วย.. เรามีลูก 7 คน บ่อยครั้งที่พบความยากลำบากในการดำเนินชีวิต และฉันก็ขอสวดให้ใจฉันมีความสันติสุข ขอพยายามเลี้ยงลูกทั้ง 7 คน ให้ได้ดี ทุกครั้งที่ขอก็สามารถทำให้เรามีสันติสุขในการดำเนินชีวิต หรือ ทุกครั้งที่มีอุปสรรคปัญหา ก็จะคลี่คลายไปได้้ด้วยดีตลอดมา"

นับว่าเป็นการแบ่งปันพระวาจาที่มีคุณค่ามากๆ และทำให้เราได้สัมผัสพระพรของพระอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับตัวเอง "จงสถิตอยู่"

ในการดำิเนินชีวิตแต่ละวัน ถ้าเรามีสมาธิ หรือมีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา ก็จะทำให้การดำเนินชีวิต ไม่ว่าจเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตก็จะมีประสิทธิภาพ และมีความสุข เพราะ "จงสถิตอยู่"
สันติสุข
ความรัก
ความเข้าใจ
ความตั้งใจ
ความมุ่งมั่น
และพระเจ้า ก็จะ สถิตอยู่กับเราตลอดไป



ขอขอบคุณรูปภาพจาก :

2552/03/22

ตัวกู และกางเขน ไม่ยึดติด



ภาพลักษณ์ของท่านพุทธทาส เป็นภาพลักษณ์หนึ่งที่ผมเคารพนับถือท่าน และทำให้ผมเปิดกว้างในมุมมองของศาสนามากขึ้น ผมเพิ่งได้ยิน หรือรู้จักท่านขณะที่ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ขณะนั้นได้ทำกิจกรรมนักศึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ทำให้ได้รู้จักท่านพุทธทาส คำสอนแรกที่ผมได้รับฟังและประทับใจมากๆ ก็คือ

คำว่า ตัวกู ของกู จะทำให้เรายึดติดและเห็นแก่ตัว ซึ่งถ้ามองเป็นภาษาอังกฤษ ตัวกู ก็คือ “I” หากเราต้องการทำลายตัวกูของกู ก็ให้เอาไม้มาทิ่มแทงทะลุไปซึ่งตัวไอ นี้ก็จะกลายเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทางคริสต์ศาสนา ดังนั้นการเป็นคนดีก็จะต้องทำลายตัวกู ของกู และไม่ยึดติด ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมที่จะแบ่งปัน เสียสละให้ผู้อื่น ก็จะทำให้สังคมนั้นเป็นสุข เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสลงไปที่สวนโมกข์ กับเพื่อนในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนของท่านพุทธทาส ก่อนที่จะถึงวันระลึกท่านพุทธทาส วันที่ 27 พฤษภาคม พวกผมได้มีโอกาสไปนอนค้างคืนที่สวนโมกข์ และทานข้าวที่โรงทานแถวนั้นด้วย แม้จะเป็นเพียงเวลาแค่หนึ่งคืน แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคำสอนต่างๆ ที่ท่านให้ไว้และช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านสอนไว้ว่า เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านแล้ว สาธุชนไม่ต้องนำของ หรือของขวัญมาถวายให้กับท่าน ท่านพุทธทาส ขอเพียงแต่ว่าให้คนผู้นั้นอดอาหาร และระลึกถึงท่าน ท่านบอกว่าเมื่อเราอดอาหารแล้วเราก็จะได้เข้าใจคนที่ไม่มีจะกินว่าเขาลำบากอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพื่อให้เราจะได้รู้จักแบ่งปันคนอื่น และไม่กินอาหารเหลือทิ้งอันจะทำให้เสียของไปอีกด้วยซ้ำ

ผมมาพิจารณาในคำสอนของท่านในเรื่องการอดอาหารเพื่อระลึกถึงท่านพุทธทาส นี้เป็นการให้คำสอนที่ล้ำลึกมากๆ เลยครับ เป็นคำสอนที่เน้นการลดภาวะโลกร้อนได้ดีเยี่ยมมากๆ เพราะว่าคนไม่ต้องซื้อของมาให้ท่าน และลดการบริโภคลงอีกด้วยซ้ำเป็นการสอนให้คนรู้จักตัวเอง รู้จักอารมณ์ของตนเองเมื่อหิว จะได้รู้จักคุณค่าของอาหารหรือสิ่งที่คนเรากินเข้าไปด้วย

และนี้ก็เป็นความเชื่อ ความศรัทธา และเหตุการณ์ต่างๆ ที่หล่อหลอม และทำให้ผมไม่ยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เชื่อมั่นและศรัทธาในความดี ความเป็นธรรมชาติของศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ที่ผมนับถือมาตั้งแต่แรกเกิด

2552/03/19

ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

ผู้ที่เป็นบันดาลใจต่อการพัฒนานิสัยของผม ก็คือ คุณพ่อของผมเอง ท่านเพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อประมาณ 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ท่านจากไปด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ช่วงที่ท่านเจ็บป่วยอยู่นั้น ท่านก็ไม่ได้บ่น หรือเรียกร้องให้ลูกๆ ต้องรักษาอย่างดี หรือต้องอยู่กับท่านทุกวัน ตรงกันข้ามท่านกลับบอกว่าหากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ขอไม่อยู่ดีกว่า..ลำบากตัวเองและลำบากลูกหลานถึงแม้วัยของท่านจะล่วงเลยมาถึง 75 ปี แต่ท่านก็ยังแข็งแรงเรื่อยมาจนกระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว เพียงแค่ระยะเวลากว่าครึ่งปีที่เจ้าเนื้อร้ายนี้อยู่ในตัวท่าน และแผ่ขยายไปด้วยความรวดเร็ว สุดท้ายท่านก็จากไปด้วยความสงบในพระพรของพระเป็นเจ้า ครอบครัวเรานับถือ และสวดมนต์กันเป็นประจำเวลาช่วงค่ำก่อนนอน แม้จะมีครบจำนวนคนบ้างไม่ครบบ้าง แต่คุณแม่ก็จะนำสวดสม่ำเสมอไม่มีขาด

คุณพ่อของผมเป็นพ่อค้า ร้านขายของชำ ค้าขายมาตั้งแต่หนุ่มๆ จนถึงอายุ 30 ปี ท่านก็ได้ซื้อห้องแถวไว้สองห้อง เพื่อเปิดเป็นร้านขายของโดยตั้งชื่อร้านว่า แสงชัยพานิช เป็นการสะสมเงินและเตรียมการมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อให้มีร้านขายของเป็นของตนเอง เพราะที่ผ่านมาจะต้องเช่าแผงของคนอื่น ซึ่งท่านก็มีความคิดว่าสักวันจะต้องมีร้านเป็นของตัวเองให้ได้ แล้วก็ทำสำเร็จจนได้

ขณะที่ร้านค้าใหม่นี้เพิ่งเปิด ตัวผมเองเพิ่งมีอายุได้แค่ หนึ่งขวบปีกว่าๆ ก็ยังจำความอะไรไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อได้เข้าเรียนหนังสือและเริ่มจำความได้ และมีหลายเหตุการณ์ที่คุณพ่อได้สอนไว้ เช่น เวลาผมจะกินขนมในร้าน ผมก็จะต้องขอคุณพ่อ หรือพี่สาวคนโตก่อนทุกครั้ง เพราะคุณพ่อบอกว่า ก่อนที่เราจะหยิบของคนอื่น หรือของในร้าน ต้องขออนุญาตเจ้าของก่อนเสมอ

คุณพ่อ มักจะเก็บกระดาษกล่อง หรือลังกระดาษต่างๆ เวลาที่เราแกะกล่อง และนำสินค้าต่างๆ ไปขายได้แล้ว ก็จะเหลือเศษกระดาษ หรือพวกขวดพลาสติก ขวดแก้ว ท่านก็จะเก็บไว้ และมัดไว้เป็นกองๆ สำหรับกระดาษ และใส่กระสอบไว้สำหรับพวกขวดพลาสติก หรือขวดแก้ว เพื่อจะได้นำไปขายให้กับร้านขายของเก่า เป็นการลดปริมาณขยะ และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ผมจำได้ว่ามีตู้เย็นใบใหญ่ๆ อยู่ใบหนึ่งเอาไว้แช่น้ำอัดลมให้ลูกค้าได้กินน้ำเย็นๆ ชื่นใจ บนตู้เย็นนั้นจะเขียนข้อความว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” เป็นตู้เย็นที่ซื้อมาหลังจากที่เปิดกิจการใหม่ และใช้ได้เป็นสิบปีเลยทีเดียว ตอนเด็กๆ ผมเคยคุยกับคุณพ่อถึงข้อความข้างบนว่า ผมเคยถามว่า “ซื่อ เป็นอาหารหรือขนมและมันกินได้ด้วยหรือครับ?“ แต่คุณพ่อก็อธิบายว่า “ซื่อ คือ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า เวลาพวกเราเป็นพ่อค้าถ้าค้าขายต้องมีความซื่อสัตย์ อย่างเช่นกรณีตักน้ำตาลทรายขายให้กับลูกค้าก็ต้องตักให้ครบปริมาณที่ลูกค้าต้องการ และถ้าคิดเงินก็ต้องคิดเงินให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่โกงลูกค้า หากพวกเรา ซื่อสัตย์และลูกค้าเชื่อถือ ลูกค้าก็จะกลับมาซื้อกับเราอีก ทำให้เรามีเงินไปซื้อกับข้าวมากินได้ตลอดไม่มีวันหมดอย่างไงล่ะ“

ส่วนคำว่า คด คือ คดโกง เพราะถ้าหากเราคดโกงลูกค้า ขายของหมดอายุ ขายของไม่ดีให้กับลูกค้า ลูกค้าก็จะไม่มาซื้อกับเรา และทำให้เราไม่มีรายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็คงมีกินอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นจงจำไว้ว่า หากพวกเราจะทำกิจการ หรืออยู่ในที่ทำงานแห่งใด จงมีความซื่อสัตย์ และจดจำคำนี้ไว้ให้ตลอดเวลา

“ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”