แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด

2569/07/31

The Changing World Order ของ Ray Dalio

 หนังสือ The Changing World Order ของ Ray Dalio ที่วิเคราะห์กลไกการขึ้นและลงของมหาอำนาจโลกผ่านมุมมองประวัติศาสตร์กว่า 500 ปี โดยชี้ให้เห็นว่าโลกขับเคลื่อนด้วย "วงจรขนาดใหญ่" ซึ่งประกอบด้วย

ปัจจัยหลักอย่างระบบการเงิน หนี้สิน และความขัดแย้งภายในและภายนอกประเทศ 



ผู้เขียนอธิบายว่า สันติภาพที่ยาวนานในช่วง 80 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงข้อยกเว้น และปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีต แหล่งข้อมูลยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ การศึกษาและนวัตกรรม ในฐานะรากฐานที่ส่งผลให้ชาติต่างๆ ผงาดขึ้นเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันก็เตือนถึงสัญญาณเตือนภัย เช่น การพิมพ์เงินจำนวนมากและความเหลื่อมล้ำสุดโต่งที่มักนำไปสู่ความเสื่อมถอยของอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งสะท้อนถึงการปะทะกันของขั้วอำนาจตามวงจรประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายแหล่งข้อมูลได้ให้ข้อเสนอแนะในการปรับตัวสำหรับระดับบุคคลและองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้


2569/06/20

บทเรียนหยาดเหงื่อสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

 

Women & Wealth

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตการเงินก็เปลี่ยน

 


ไปเปิดหูเปิดตา สรุปจากการฟังของประสบการณ์ 3 สาว  (คุณเดียร์, คุณกี๋, คุณทราย)  มาได้สนุกๆ และ ก่อให้เกิด  “Wisdom”

เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตและการบริหารการเงินให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืนได้จริง ดังนี้

📑 "ถอดสูตรบริหารชีวิตและการเงิน: จากบทเรียนหยาดเหงื่อสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน" 🏛️

ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยสิ่งเร้าชวนให้ผู้คน "อยากรวยทางลัด" จนละเลยหลักการที่ถูกต้อง การกลับมาทบทวนและยึดมั่นในแก่นความคิดพื้นฐาน (Fundamentals) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการสร้างชีวิตและพอร์ตการลงทุนให้เติบโตอย่างมั่นคง แนวคิดจากประสบการณ์จริงที่ผ่านความล้มเหลวและการ Reset ตัวเองจากศูนย์ เพื่อสร้างพิมพ์เขียวที่นำไปใช้ได้จริง

 

Phase 1: ปรับ Mindset และก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง

ก้าวแรกสู่ความสำเร็จไม่ได้เริ่มที่จำนวนเงิน แต่เริ่มที่มุมมองต่อตัวเองและอุปสรรค

  1. มองทุกคนเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน: เลิกนำข้อจำกัดทางเพศหรือสภาพแวดล้อมมาเป็นข้ออ้างในการกดทับตัวเอง สังคมอาจมีอคติได้ แต่เราต้องไม่หวั่นไหว จงมองหาจุดแข็งของตัวเอง (เช่น ความละเอียดรอบคอบ หรือความอดทนสูง) แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานและการวางระบบชีวิต
  2. ก้าวผ่านความล้มเหลวด้วยการสู้ไม่ถอย: คำว่า "Work-Life Balance" อาจไม่มีอยู่จริงในวันที่เรากำลังสร้างชีวิต ความผิดพลาดหรือธุรกิจที่ต้องปิดตัวลง (Cut Loss) ไม่ใช่ความล้มเหลวถาวร แต่เป็นโอกาสในการ "Reset ตัวเอง" กลับมาศึกษาหาความรู้ อุดรอยรั่วในกระบวนการคิด เพื่อเริ่มต้นใหม่อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม
  3. กล้าพูดเรื่องเงินอย่างตรงไปตรงมา: ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหุ้นทำธุรกิจ หรือการเลือกคู่ชีวิต (Life Partner) การเปิดอกพูดคุยเรื่องเป้าหมายทางการเงิน ทัศนคติการใช้เงิน และการแบ่งความรับผิดชอบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรก จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างโครงสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงในระยะยาว

Phase 2: ค้นหาแหล่งรายรับที่มีพลังทวี (Upside) และพึ่งพาตนเอง

ก่อนจะนำเงินไปต่อเงิน เราต้องมีแหล่งที่มาของเงินที่มีประสิทธิภาพเสียก่อน

  1. เลือกงานที่มี Unlimited Upside: หากเราเชื่อมั่นในการทำงานหนักและเป็นคนมีวินัย จงเลือกสายงานหรือธุรกิจที่ผลตอบแทนแปรผันตามความพยายามของเราโดยไม่มีเพดานจำกัด เช่น งานขาย หรืองานที่สร้างรายได้ตามผลงาน เพื่อให้หยาดเหงื่อของเราทวีคูณเป็นรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  2. จงมีเสรีภาพในการหาเงินของตัวเอง: โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้หญิง การมีรายได้เป็นของตัวเองและพึ่งพาตนเองได้คืออำนาจที่แท้จริง การก้าวออกจากตลาดงานเพื่อไปพึ่งพาคนอื่นทั้งหมดอาจทำให้ทักษะในการเอาตัวรอดลดลงในระยะยาว ดังนั้น จงรักษาศักยภาพในการหาเงินของตัวเองไว้เสมอเพื่อเกียรติและความมั่นคงของชีวิต

 

Phase 3: กลยุทธ์การลงทุนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เมื่อมีเงินเก็บ สิ่งต่อไปคือการบริหารจัดการเงินให้เติบโตภายใต้หลักการที่ถูกต้อง

  1. ตอบ 2 คำถามสำคัญก่อนลงทุนทุกครั้ง: ห้ามลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจเพราะความโลภหรือตามกระแสเด็ดขาด ก่อนควักเงินให้ตอบตัวเองให้ได้ว่า:
    • เราเข้าใจไหมว่าสินทรัพย์นี้ทำเงินสร้างรายได้อย่างไร?
    • ความเสี่ยงที่ทำให้อัตราเงินลงทุนนี้เสียหายคืออะไร?
  2. กฎเหล็ก 3D ป้องกันพอร์ตพัง:
    • Debt (หนี้): แยกแยะหนี้ดีและหนี้เลว และหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage สูงเกินไป (กู้เงินมาลงทุนเกินตัว) เพราะมันจะทำลายพอร์ตของคุณถาวรเมื่อตลาดผันผวน
    • Drama (ดรามา): ตัดเรื่องวุ่นวายและบุคคลที่เป็นพิษออกจากชีวิต เพื่อให้สมองปลอดโปร่งพร้อมสำหรับการตัดสินใจทางการเงิน
    • Dumb (อย่าเชื่อคนโง่): อย่าหลงเชื่อกูรูหรือคำแนะนำที่ชวนให้ All-in เพื่อรวยข้ามคืน แต่ควรหา Mentor ที่มีประสบการณ์และรู้จักตัวตนของเราจริงๆ คอยเตือนสติ
  3. บริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation): ยึดหลักการลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (Fundamental) มีกระแสเงินสดชัดเจน และกระจายเงินไปในหลายๆ สินทรัพย์ เพื่อรองรับความเสี่ยงในขาลง (Downside) ยามตลาดผันผวน
  4. มีวินัย อดทน และให้เวลากับมัน: ความมั่งคั่งต้องอาศัยเวลา ดั่งเช่นการขับรถที่คุณต้องเรียนรู้จากการลงสนามจริง เจ็บบ้าง ผิดพลาดบ้าง (Cut Loss บ้าง) เพื่อให้เกิดทักษะ จงให้เวลาสินทรัพย์ทำหน้าที่ทบต้นทบดอก และอย่าลืมแบ่งความสุขระหว่างทางมาหล่อเลี้ยงชีวิตด้วย

บทสรุป

สุดท้ายนี้ ความสำเร็จในชีวิตและการเงินไม่ได้วัดกันที่ว่าใครรวยเร็วกว่าในระยะสั้น แต่คือใครที่สามารถรักษาความมั่งคั่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว จงมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อตลาด มีวินัยในการออมและเรียนรู้ เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง และให้ "เวลา" ทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนให้กับชีวิตของคุณ

สมการ

ความมั่งคั่ง  = เงิน + เวลา + วินัย + ถูกวิธี

2568/12/21

Hand of Cards


ไพ่ "Hand of Cards" ใบนี้สื่อถึงสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ทั้ง "ความเสี่ยง" และ "ชั้นเชิง" ในเวลาเดียวกันครับ หากดูจากคำสำคัญบนหน้าไพ่ สามารถตีความหมายได้ดังนี้ครับ:

​1. การตัดสินใจที่ต้องอาศัยความกล้า (Risk & Take a Chance)

​ช่วงนี้คุณอาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรการันตีผลลัพธ์ 100% ไพ่บอกให้คุณ "กล้าเสี่ยง" หรือลองเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา แม้มันจะดูน่ากังวลใจอยู่บ้าง

​2. การวางแผนและรักษาความลับ (Strategic & Not Showing Hand)

​นี่คือหัวใจสำคัญของไพ่ใบนี้ครับ:

  • เป็นนักวางแผน: อย่าใช้เพียงอารมณ์หรือสัญชาตญาณอย่างเดียว แต่ต้องมีกลยุทธ์ (Strategy)
  • เก็บไพ่ตายไว้กับตัว: อย่าเพิ่งรีบเปิดเผยความในใจ แผนการ หรือ "จุดแข็ง" ของคุณให้ใครรู้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม การรักษาความลับจะทำให้คุณได้เปรียบ

​3. ทางเลือกและการเดิมพัน (Options & Gambling)

​คุณไม่ได้มีทางออกเพียงทางเดียว (Options) ไพ่ใบนี้ปรากฏขึ้นเพื่อเตือนว่าชีวิตช่วงนี้เหมือนการเล่นเกมหรือการเดิมพัน ซึ่งผลลัพธ์อาจจะออกมาดีมากหากคุณอ่านเกมขาด

2568/10/01

ลูกค้า​ คือ​ บุคคลที่สำคัญที่สุด...

“ลูกค้าคือ…”

​ในบ่ายวันหนึ่ง ณ ร้านกาแฟมุมสงบ กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นเคล้ากับเสียงพูดคุยแผ่วเบา ต้าเกอนั่งมองสาวกลางคนสองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ จากน้องๆ​ในทีมที่เคยร่วมงานกันเมื่อหลายปีก่อน 

วันนี้คนหนึ่งคือ "แก้ว" หัวหน้าแผนกขายไฟแรง และอีกคนคือ "อ้อน" ผู้จัดการสาขาในภาคตะวันออก

​หลังบทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบผ่านไป แก้ว​ ก็ยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย

​"พี่ต้าเกอ... ฉันกับอ้อนเพิ่งคุยกันเมื่อวาน ยังจำได้ไหมคะ.. ในช่วงปีแรกๆ ที่เราเข้ามาทำงาน พี่ให้เราไปยืนทำอะไร"

​ต้าเกอเลิกคิ้ว นึกย้อนไปในวันวานแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ "จำได้สิ... ให้ไปยืนอ่านป้ายตรงกำแพงนั่นน่ะ"  มือก็ชี้ไปที่กำแพงสีน้ำตาล

​อ้อนพยักหน้าเสริมทันที "ใช่เลยคะพี่ ตอนนั้นหนูยังงงๆ เลย โดนพี่สั่งให้ไปยืนท่องข้อความของมหาตมะ คานธี ที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเราเอามาติดไว้ ท่องไปเรื่อยๆ​ ประมาณเกือบเดือน… ... 

“ลูกค้าคือบุคคลสำคัญที่สุดที่มาเยือนเราในสถานที่นี้…” 

​"ตอนนั้นยอมรับเลยว่าแอบคิดในใจ" อ้อนพูดต่อ "ว่าจะให้ท่องทำไมกันนะ มันก็แค่คำสวยหรูไม่ใช่เหรอ"

​ต้าเกอฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จิบกาแฟรอฟังสิ่งที่น้องทั้งสองอยากจะเล่าต่อ

​"แต่พอเวลาผ่านไป ยิ่งหนูโตขึ้นในหน้าที่การงาน" แก้วพูดด้วยแววตาจริงจัง "หนูยิ่งเข้าใจความหมายของมันคะต้าเกอ​  วันที่หนูเจอปัญหาหนักๆ กับลูกค้า วันที่ทีมของหนูท้อแท้ หนูจะนึกถึงประโยคนั้นเสมอ มันไม่ใช่แค่คำท่องจำ แต่มันคือแก่น คือหัวใจของงานเราจริงๆ ลูกค้าไม่ได้พึ่งพาเรา แต่เราต่างหากที่ต้องพึ่งพาเขา"

​"หนูเองก็เหมือนกันคะ" อ้อนกล่าว "ทุกวันนี้เวลาหนูสอนทีมงานใหม่ๆ หนูก็เล่าเรื่องที่พี่เคยให้พวกเราไปยืนท่องให้พวกเขาฟัง มันกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิกในแผนกไปแล้ว (หัวเราะ) มันคือการปลูกฝังรากฐานที่สำคัญที่สุด ว่าเราทำงานนี้ไปเพื่อใครและเพื่ออะไร"

​คำพูดของน้องทั้งสองคน ทำให้ต้าเกอ รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความภูมิใจในตัวเองที่เคยสอนพวกเขา แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณที่หยั่งรากลึกลงไปในใจ

​ขอบคุณ... ที่น้องทั้งสองไม่เคยลืมเลือนบทเรียนเล็กๆ ในวันนั้น

​ขอบคุณ... ท่านผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ นำคำสอนอันล้ำค่านี้มาเป็นรากฐานขององค์กร

​และขอบคุณ... มหาตมะ คานธี ผู้มอบบทเรียนที่ทรงพลังและเป็นอมตะบทนี้ไว้ให้โลก

​ต้าเกอวางแก้วกาแฟลง มองหน้าน้องรักทั้งสองคนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความหมายว่า

​"ดีใจที่พวกเธอเข้าใจ... เพราะสุดท้ายแล้ว คำตอบของคำว่า 'ลูกค้าคือ...' มันไม่ได้อยู่บนป้ายให้อ่าน... แต่มันอยู่ในการกระทำและหัวใจของเราทุกคนนี่แหละ"

​บรรยากาศในร้านกาแฟยังคงดำเนินไป แต่ในใจของคนทั้งสาม บทเรียนบทเก่าได้ถูกปลุกขึ้นมาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมที่จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่อย่างไม่มีวันสิ้นสุด


2568/09/19

เธอดีขึ้นวันละนิด

ณ คลังสินค้าแห่งหนึ่ง หญิงสาววัย 39 ปี ชื่อ "นิด" ทำงานอย่างขยันขันแข็ง แม้ภายนอกเธอจะดูเงียบขรึม แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวล ผลตรวจสุขภาพล่าสุดแจ้งว่าเธอพบต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด
​นิดกลับบ้านมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอเล่าเรื่องนี้ให้พี่สาวฟัง พี่สาวแนะนำให้เธอฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง โดยการพูดให้กำลังใจตัวเองทุกวันในยามเช้า

ฉันสุขภาพดีแข็งแรง
ฉันมีความสุข​
ฉันมีเงินเก็บ​ 100,000​ บาท

นิดเริ่มทำตามคำแนะนำ นอกจากนี้เธอยังฟัง YouTube นั่งสมาธิทุกวัน วันละ​ 5 นาที

วันหนึ่ง นิดสังเกตเห็นว่าแท่นพระที่บ้านวางไม่ถูกต้อง เธอจึงจัดวางใหม่ โดยให้พระพุทธรูปอยู่สูงสุด (หลวงพ่อทันใจ)​ รองลงมาเป็นเทพ​ หรือสมมติเทพ​ พระสงฆ์​/ พระเกจิอาจารย์

​แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่การกระทำเหล่านี้กลับสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในใจของนิด​ ที่ผ่านมาความสุขของนิด​ คือ​ การกลับบ้านแล้วได้อยู่กับลูก และบทบาทตนเองที่เป็นแม่ เราต้องอยู่กับลูกให้นานที่สุด

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของ​ นิด​ เธอดีขึ้นวันละนิด

2566/11/08

Upgrading your skills in the board game Go

 Upgrading your skills in the board game Go (also known as Weiqi in Chinese and Baduk in Korean) involves several key components, including improving your knowledge of the game, developing your strategic thinking, and honing your skills through practice. Here are some steps to help you upgrade your Go skills:

1. Learn the Rules:

   - Make sure you have a strong understanding of the basic rules of Go, including capturing stones, territory, and the concept of "liberties."


2. Study the Fundamentals:

   - Start with the basics of opening theory, middle game tactics, and endgame techniques.

   - Learn about the importance of shape and how to create and destroy it effectively.


3. Read Go Books:

   - There are numerous books and resources available that can help you understand the game better and provide insights into strategy and tactics.


4. Watch Professional Games:

   - Study games played by professional Go players to get a sense of advanced strategies and patterns.


5. Solve Go Problems:

   - Practice solving Go problems, including life-and-death problems and tesuji (clever moves).

   - Websites and apps offer a wide range of problems for players of different levels.


6. Play Regularly:

   - The best way to improve your Go skills is by playing the game regularly. Play against opponents of different strengths to gain varied experience.


7. Review Your Games:

   - After each game, review your moves and decisions to identify mistakes and missed opportunities.

   - Consider using software or tools that can analyze your games and provide feedback.


8. Learn Joseki:

   - Joseki are established sequences of moves in the opening that are considered balanced. Learning common joseki patterns can improve your opening play.


9. Understand Fuseki:

   - Fuseki is the opening stage of the game, and understanding fuseki strategy is crucial for shaping your game to your advantage.


10. Develop a Personal Style:

   - As you gain experience, you'll develop your own playing style and preferences. Embrace your unique approach while continuing to refine it.


11. Join a Go Club or Online Community:

   - Connecting with other Go players can be a great way to learn and get feedback from more experienced players.


12. Seek Professional Instruction:

   - If you're serious about improving your skills, consider taking lessons from a strong Go player or professional teacher.


13. Practice Endgame:

   - The endgame is often overlooked by beginners, but it can make a significant difference in the outcome of a game. Learn endgame principles and techniques.


14. Stay Patient and Persistent:

   - Go is a complex game, and improvement takes time. Be patient and persistent in your practice and study.


15. Participate in Tournaments:

   - Playing in Go tournaments can be a great way to test your skills and gain experience in a competitive environment.


Remember that improving in Go is a gradual process, and there is always more to learn. Dedication, practice, and a willingness to learn from your mistakes are key to becoming a stronger Go player.




2562/05/20

แนะนำหนังสือ how to "ไขความลับการสร้างกำไรเพียงเข้าใจ...งบการเงิน"

ไม่ค่อยได้เขียนแนะนำหนังสือเท่าไร  แต่เล่มนี้อ่านแล้วเข้าใจง่ายเหมาะสำหรับคนที่ทำธุรกิจ
ชื่อหนังสือ "ไขความลับการสร้างกำไร เพียงเข้าใจงบการเงิน"
พิมพ์ครั้งแรก ปี 2559 

ได้ลองอ่านแล้วคิดตามก็เข้าใจง่ายดี.. เพราะคนเขียนเป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านภาษีและเป็นที่ปรึกษาการบริหารงาน sme ของญี่ปุ่น  "มาซารุ โยชิซาวะ"

ในเล่มแบ่งเป็น 4 ส่วนการเรียนรู้สำคัญๆ คือ
ส่วนที่ 1  อะไรคือความหมายของการทำกำไร แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับยอดขาย ต้นทุน และกำไร
ส่วนที่ 2  สร้างความเข้าใจงบการเงินเบื้องต้น ก็ทำให้เข้าใจสภาพความมั่นคงของบริษัทได้
ส่วนที่ 3  การประชุมภายใน จะเป็นเกราะคุ้มครองบริษัทได้หรือไม่? อันนี้น่าสนใจ ต้องลองทำความเข้าใจและติดตามดูกันนะ
ส่วนที่ 4  คุณเข้าใจสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของคุณหรือไม่? ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีและประกันสังคมที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือน

หนังสือมีทั้งแผนภูมรูปภาพ และอธิบายได้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และมีแบบฝึกหัดได้ลองทำกันด้วย
และที่สำคัญราคาหนังสือก็ไม่แพงมากด้วย เพียงแค่ 200 กว่าบาทเท่านั้น.. หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือ ร้านค้าออนไลน์ เลยก็ได้นะ  เพียงแค่กดค้นหาชื่อ หนังสือ ที่แสนจะยาวนี้..ออกมาในช่อง google search เท่านั้นคุณก็สามารถซื้อได้เลยเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

2557/11/22

กว่าทศวรรษที่ได้รู้จัก บุญถาวร



สุวัฒน์  พรฤกษ์งาม ( พี่จื้อ )  จบจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ ศึกษาภาษาจีนเพิ่มเติมเป็นระยะเวลา 1 ปี และได้เข้ามาร่วมงานกับ บุญถาวร ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาด ในปี พ.ศ.2545

จุดเด่นของ 
บุญถาวร 
คือความเป็น Specialist 
ในด้านกระเบื้องและสุขภัณฑ์

“เทคนิคในการเพิ่มยอดขาย คือ คัดสรรตัวสินค้าที่ขายดีและสามารถขายได้ นำมาขาย แต่ในเบื้องต้นก็ขึ้นอยู่กับพนักงานทั้งหมด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวพี่คนเดียว ตัวพี่เองนั้นพยายามจะผลักดันและกระตุ้นให้พนักงานมีภาพของตัวเองและมีเป้าหมายของตัวเองก่อน เพราะถ้าพนักงานขายไม่มีเป้าหมาย ไม่มีภาพของตัวเองในอนาคต เขาก็จะทำงานแบบผ่านไปวันๆ ไม่รู้เป้าหมาย แต่ถ้าคนไหนที่มีเป้าหมายชัดเจน เขาก็จะเดินขายแล้วก็จะทำยอดขายได้   พี่ก็จะบอกพี่ๆ supervisor ให้ช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการสต็อกสินค้า การวางสินค้า ราคาสินค้า แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ขึ้นอยู่กับตัวพนักงานขายเองด้วย”

“คู่แข่งขันที่มีเพิ่มมากขึ้นถามว่ามีผลไหม??"
แน่นอนว่าต้องมีบ้างแต่มันก็เป็นความสนุกของการแข่งขันแบบเสรี ที่จะต้องมีเพื่อนๆมาร่วมแข่งขัน เพราะตราบใดที่ธุรกิจขายได้และขายดี ยังไงก็ต้องมีเพื่อนมาช่วยค้าขาย ทีนี้เราจะต้องทำยังไง เราก็ต้องดูว่าตัวเราพร้อมหรือเปล่าในสนามแข่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทีมงาน เรื่องของตัวสินค้า อันไหนที่เราสู้เขาไม่ได้เราก็ดูว่า ใช่ core business (ธุรกิจหลัก) ของเราไหม ถ้าไม่ใช่ก็ให้เขาไปเถอะ แต่ถ้าเป็น core business ของเรา เราก็ต้องหยิบขึ้นมาดูแล้วว่าเป็นที่ตรงไหน เพราะอะไรที่เรายังด้อยกว่าคู่แข่งขัน

“แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะเหนือคู่แข่งขัน.....?”
พี่ว่าอย่าใช้คำว่าเหนือคู่แข่งเลย คือเรามองว่าเราแข่งกับตัวเองดีกว่า เหมือนเราเล่นหมากล้อม การเล่นหมากล้อมคือเราไม่ต้องไปชนะคู่แข่ง หรือกำจัดคู่แข่งขัน แต่เราจะทำอย่างไรให้ตัวเราแข็งแรง เติบโตและพัฒนาขึ้นได้ในทุกๆด้าน ถ้าเดิมที่ผ่านมาเรารู้ว่าเราบกพร่องในเรื่องไหนแล้วเราสามารถอุดรูรั่วตรงนั้นและพัฒนาให้ดีขึ้นได้น่าจะดีกว่า

ส่วนการจัดการพนักงานให้อยู่ในระเบียบ ก็ใช้การขอความร่วมมือก่อนเป็นอันดับแรก เพราะบุญถาวรเองก็มีสโลแกนที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ว่า บุญถาวรแฟมิลี่ ซึ่งปัจจุบันนี้ใช้เป็น บุญถาวรไอเดียดีๆมีได้ไม่รู้จบ ส่วนการจะเป็นบุญถาวรแฟมิลี่ได้นั้น ก็ต้องมีการพูดคุยกันก่อน ขอความร่วมมือกันก่อน  ถ้าขอความร่วมมือแล้วผู้ที่รับสารหรือทีมงานเข้าใจแล้วปฏิบัติตาม ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเกิดไม่ปฏิบัติตามก็ต้องว่ากันไปตามกฎ กติกามารยาท ตามลำดับที่ตั้งไว้ พี่ก็ใช้วิธีง่ายๆแบบนี้แหละจะให้มาตีหน้ายักษ์ทุกวันคงไม่ไหว

“สำหรับผู้ที่อยากร่วมงานกับบุญถาวร"
เพียงแค่คุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็ walk in เข้ามาสมัครได้เลย แล้วก็ดูว่าตัวเองมีเป้าหมายอะไร ถ้าสนใจในเรื่องการขาย ก็คงเน้นรายได้เป็นหลัก แต่ถ้าสนใจในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก ก็จะไปอยู่ด้านดีไซน์เนอร์ แต่บุญถาวรเอง ก็ไม่ได้เน้นหนักไปทางด้านดีไซน์เนอร์ ทางเราพยายามครีเอททางด้านนี้ ซึ่งถ้าเกิดคนกลุ่มนี้ได้เข้ามาร่วมงาน และสามารถพัฒนาตัวเองไปทางด้านการขายได้ก็จะมีศักยภาพมากกว่าพนักงานขายทั่วไป ซึ่งแน่นอน nobody perfect

หลายๆมหาวิทยาลัยพยายามสร้างคนให้เก่งทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านดีไซน์เนอร์และด้านการขาย แต่ถามว่ายากไหม พี่ว่ายากนะ เพราะแต่ละกลุ่มก็จะมีความเป็นตัวเองในด้านของเขา แต่เราจะทำอย่างไรให้ทั้ง 2 กลุ่มนี้รวมเป็นหนึ่ง หรือทำอย่างไรให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพราะถ้าคน 2 กลุ่มนี้ทำงานร่วมกันได้ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาแล้วเขาสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และมีความชำนาญในด้านการขาย ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

อยากฝากถึงคนที่ร่วมงานกันเรื่องการเคารพสถานที่หรือเข้าใจในชีวิตการทำงาน คือ ที่ทำงานไม่ใช่ที่บ้าน อยากให้แยกที่ทำงานกับที่บ้านให้ได้ แต่แน่นอน 2 เรื่องนี้เราต้องบาลานซ์กันให้ได้ work & life ฉะนั้นการที่คุณมาทำงาน คุณมีหน้าที่อะไรบ้างและทำในสิ่งที่นอกเหนือจากสิ่งที่มอบหมาย

ถ้าเกิดสงสัยอะไรให้ถามอย่าเก็บไว้และคิดเอาเองว่า ถามไปก็เท่านั้น เกรงใจพี่ คือพี่อยากให้ถามเยอะๆ เพราะการถามจะทำให้เกิดการคิด ส่วนการคิดจะทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ เพราะฉะนั้นเองไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการถาม ถามได้แต่อยากให้ถามเป็นลำดับขึ้นมาก่อน เช่นถาม leader ก่อน ถาม supervisor แล้วก็เรียงลำดับขึ้นเรื่อยๆมา เพราะถ้ามาที่พี่เลยหมดทุกเรื่องคงไม่ไหว

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใหม่ กับบุญถาวรก็คงต้องมีการทบทวนอย่างเสมอ พยายามให้ความสนใจกับสิ่งนั้นบ่อยๆ อย่างเช่น การเดินเก็บกระเบื้อง  พี่มองว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก คือ หลายคนไม่รู้ว่าการเดินเก็บกระเบื้องทำให้คุณได้เรียนรู้  เพราะตัวพี่เองเวลาเดินเก็บกระเบื้องพี่ก็จะจำได้ว่า สินค้าตัวนี้ชื่ออะไร ลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร ยี่ห้ออะไร เผื่ออนาคตลูกค้ามาถาม อาจจะเป็นตัวที่เราเคยเก็บก็เป็นได้ อย่างน้อยเราก็ได้ผ่านตา จึงเป็นโอกาสที่เราจะปิดการขายได้เร็วขึ้น คือทุกอย่างถ้าเรามองให้เป็นเรื่องดีเป็นเรื่องสนุก เราก็จะสนุกกับสิ่งนั้น ถ้าเรามองว่าเป็นเรื่องไม่ดีมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วพวกที่ชอบมองว่ากฎมีไว้แหกพี่ก็เข้าใจว่ามันท้าทายแต่ทุกอย่างก็ต้องมีลิมิต เราอยู่กับคนหมู่มากมันก็ต้องมีกฎกติกาไว้ควบคุมเพราะไม่อย่างนั้นเองสังคมก็จะอยู่ยากวุ่นวายพอสมควร

"กิจกรรม ONE MORNING ONE PRODUCT"
พี่รู้จักกิจกรรมนี้ตั้งแต่เข้าบุญถาวรมาเลย มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำให้ทำ พี่คิดว่าเป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ แต่ทุกวันนี้บางคนกลับมองเป็นภาระ ซึ่งจริงๆแล้วประโยชน์หลักๆขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดสินค้านั้นๆ คือการที่จะพูดก็จะต้องมีการศึกษาก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะอย่างนั้นใครที่ได้รับเกียรติให้มาพูดคุณรู้ไหมว่าคุณได้เรียนรู้ ได้ความรู้ ได้มากยิ่งกว่าทองอีก เพราะความรู้จะไม่มีวันสูญหายจะอยู่กับเราไปตลอด อย่างน้อยคุณก็จะได้รู้จัก ได้ผ่านหูผ่านตาบ้าง จึงอยากจะฝากไว้ว่าให้มองเป็นเรื่องสนุก คนพูดก็จะได้ประโยชน์ คนฟังก็จะสนุกและได้ประโยชน์ไปด้วย แต่ไม่ซึมซับเท่าคนที่พูด เพราะอย่างนั้นเอง จึงอยากจะให้ทำเหมือนเป็นการเล่นเกมส์ และตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุดมีสีสัน แล้วยิ่งถ้าเกิดเรามองว่าเป็นเรื่องสนุกน้ำเสียงการพูดการนำเสนอจะออกมาสนุกสนาน  อย่ามองว่าเป็นภาระ ถ้ามองว่าเป็นภาระแล้วตัวเราเองจะพูดไม่น่าสนใจ เปรียบง่ายๆให้มอง one morning เป็นผู้หญิงเราจะศึกษายังไง คนที่เข้ามาจีบจะเป็นยังไงหรือตัวผู้หญิงเองจะพัฒนาตัวเองยังไงให้มีเสน่ห์ มีสีสัน คนเราจะดูดีได้จะต้องมาจากข้างใน ไม่จำเป็นต้องดูรูปกายภายนอกก่อน บางคนสวยมาก แต่ก็เท่านั้น บางคนดูดีและเก่งด้วยมันก็ยิ่งดีไปกันใหญ่
one morning ก็เช่นเดียวกันจะทำยังให้ดูดีมีเสน่ห์น่าสนใจ เพราะอย่างนั้นก็ต้องฝากให้ทุกคนพยายามทำ สาขาเกษตร-นวมินทร์เรามีแค่ จันทร์-พุทธ-ศุกร์ และอีกอย่างก็เป็นการสร้างสัมพันธภาพ สร้างสังคมระหว่างเจ้าของสินค้า ( PC ) กับพนักงานขาย ( Sale) ที่บางคนอาจจะไม่เคยได้คุยกันหรืออาจจะไม่เคยรู้จักตัวสินค้าตัวนี้เลย จะได้รู้จักกันมากขึ้นส่วนคนฟังก็ตั้งใจฟังเถอะ ก็อยากจะฝากไว้


"C & D เทคนิคการเพิ่มยอดขายสำหรับเด็กรุ่นใหม่กับชีวิตดิจิตอล"
เด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างจะเป็นดิจิตอลเพราะ Facebook ,Line เป็นประโยคสั้นๆอ่านปุ๊บแล้วก็ผ่านแล้วยิ่งมี copy & paste คนส่วนใหญ่ก็จะแค่ copy และก็ paste ลงไป โดยลืมตัวว่ามันจะส่งผลอะไรมาก  หรือ แค่ copy และส่งๆ ต่อๆกันไป แต่ขาดการคิดวิเคราะห์

อยากให้คุณดูว่าของเก่าเป็นยังไง แล้วนำมาพัฒนาได้ไหม โดยการพัฒนาในส่วนที่เหมาะกับตัวเรา บางสิ่งบางอย่างไม่เหมาะกับตัวเรา เราก็ไม่ต้องนำมา  ดังนั้นจึงอยากฝากเรื่องการเรียนรู้และการตั้งคำถาม
การเรียนรู้คืออะไร? การเรียนรู้คือการที่คุณได้เรียนรู้สินค้า ได้อ่านข้อมูลใน facebook หรือที่ไหนก็ตามที่คุณอ่านแล้วคุณก็คิดแล้วตั้งคำถามว่าที่เค้าส่งมาจริงหรือไม่  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  พอเราตั้งคำถามจะเกิดการคิด แล้วการคิดจะทำให้เกิดการพัฒนา

เวลาพี่พูดกับคนทำงานทั่วไป พี่ก็จะแนะนำให้นำหลัก C&D ไปใช้ คือไม่ต้องไปคิดเยอะไปดูว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร อะไรที่คนอื่นทำแล้วดีคัดลอกเขามาแล้วมาคิดว่าจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไรให้ดีกว่า เราคงไม่ใช่ R&D คือ Research(การวิจัย) & Develop (การพัฒนา ) คือการค้นคว้าจากสิ่งที่ไม่มีเลยนี่คือการวิจัย แต่นั่นคือนักวิทยาศาสตร์ แต่เราคือคนทำงาน สังคมมีอะไรอยู่แล้วมากมายบนโลกใบนี้ เราแค่คัดลอกแล้วนำมาพัฒนาแล้วเราก็จะเกิดการเรียนรู้และตั้งคำถาม ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างลายกระเบื้องก็เห็นเป็น C&D เยอะมาก แต่ตลาดก็เป็นคนละกลุ่มกัน ตลาดคนไทยก็ราคาคนไทย ส่วนกระเบื้องยุโรปก็มีตลาดของกระเบื้องกลุ่มยุโรปอยู่แล้วไม่ต้องห่วงว่า copy กันมาเยอะแล้วจะขายกันไม่ได้
-----





2555/08/15

จิตใต้สำนึก พลังแห่งผลสะท้อน


ผู้ที่แสดงออกซึ่งความคิดเชิงลบ หรือความคิดเชิงทำลายแบบปากต่อปากแน่ใจได้เลยว่าจะต้องได้รับผลของคำพูดเหล่านั้นในรูปของ "ผลสะท้อน" ที่เป็นอันตราย เพียงการปลดปล่อยกระแสความคิดเชิงทำลายแต่อย่างเดียวโดยไม่มีคำพูดช่วย ก็สามารทำให้เกิด "ผลสะท้อน" มากมายกว่าหนึ่งทางด้วยเช่นกัน

ข้อแรก ผู้ที่ปลดปล่อยความคิดที่เป็นภัยออกมา จะต้องพบกับผลร้ายอันเนื่องมาจากความเสียหายของความสามารถในการจิตนาการอย่างสร้างสรรค์

        ข้อสอง อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นอันตรายซึ่งสถิตอยู่ในจิตนั้นจะสร้างบุคลิกภาพในเชิงลบที่เป็นรังเกียจของคน และบ่อยครั้งจะเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นศัตรู

         และผลร้ายข้อที่สาม ที่จะเกิดแก่ผู้ที่คิดหรือปลดปล่อยความคิดเชิงลบออกมาก็คือ ความจริงที่ว่ากระแสความคิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังจะแทรกตัวลงฝังในจิตใต้สำนึกของผู้ที่ปลดปล่อยมันออกมาและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในนิสัยของคนผู้นั้นด้วย

เครดิต : นโปเลียน ฮิลล์  NAPOLEON HILL



2555/06/18

CEO กับการล้มกระดาน

CEO กับ การล้มกระดาน

เป็นชื่อเรื่องที่คนทำงานได้พูดขึ้นมา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.. 
ในวันที่ทำงานกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
จากความเข้าใจในการทำงาน การบัญชาการงานที่สั่งไปให้ลูกน้องทำ  
กลายเป็นความไม่เข้าใจ 
กลายเป็นลูกน้องต้องการคำตอบจากหัวหน้า  
กลายเป็นลูกน้องบีบคั้นต้องการคำตัดสินใจ 
กลายเป็นหนทางที่หัวหน้าต้องเลือก

ทำให้หัวหน้างาน ต้องล้มกระดาน หรือโยนหมากยอมแพ้  
ในหนทางที่เขาพาเดินไปนั้น  
และกล่าวคำว่า ยอมแพ้ ในฐานะที่เป็นหัวหน้า  
 เพื่อจะได้เริ่มเดินหมากกันใหม่อีกหนึ่งครั้ง 
หรืออาจจะต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นไปเลย




2555/06/11

พลังแห่งการขอบคุณ


ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทอง ม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคา แพง     ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคา แพงนั้น มาห่อกล่องของ ขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส

แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอ ในเช้าวันรุ่งขึ้น และพูด ว่า ' นี่สำหรับพ่อ ค่ะ '

พ่อของ เธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีก ครั้งเมื่อ เขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า
' ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่า การจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ? '

เด็ก น้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูด ว่า ' โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่อง เปล่า เลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม '

ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอให้ลูก สาว ยกโทษให้เขากับท่าทางโกรธ เกรี้ยวเกินเหตุของเขา

ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิต ลูกสาวของชายคนนั้นไป และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่า นั้นไว้ข้างเตียง ตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียวและเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบ นี้ เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่ง จูบ แล้วรำลึกถึง ความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา


ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทอง ซึ่งบรรจุด้วยความ รัก ที่ปราศจากเงื่อนไข และรอยจูบจาก ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีก แล้ว

เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้น เมื่อปีกของ เรา ไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร


มองโลกในแง่ดี และปฏิบัติ ดี

ฉันขอขอบคุณ สำหรับ....

สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่ บ้าน กับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น

สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่อง ล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ ถนน

สำหรับภาษีที่ต้อง เสีย เพราะนั่นหมาย ถึงฉันมีงานทำ

สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงาน ปาร์ตี้
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง

สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกิน ไป
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันยังมีกิน

สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะนั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสง แดด

สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่าง ที่ต้องทำความสะอาด
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา

สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอด รถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดิน ได้ และฉันมี รถ

สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่

สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้น วัน
เพราะนั่นหมาย ถึงฉันสามารถทำงานหนักได้

สำหรับเสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่

และสุดท้าย....... (เติมคำความปรารถนาของตัวคุณเอง)

2555/06/03

ความคาดหวัง และความรู้สึกผิดหวัง

ความคาดหวัง..
มนุษย์เราหากคาดหวัง ว่าจะต้องทำสิ่งใดแล้ว..  สิ่งที่จะทำนั้นกลับไม่ได้ทำ.. ก็ทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง อย่างรุนแรง และทำให้มนุษย์เราีมีอารมณ์ที่ขุ่นมัว อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

แล้วทำไม มนุษย์เราถึงต้องคาดหวังในสิ่งต่างๆ ที่อยากจะให้เป็นด้วย.. แล้วถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ต้องการแล้ว เราจะต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เราอารมณ์เสียกับคนที่เราอยู่ด้วย

วันนี้ได้ทบทวนดูแล้วว่าเมื่อมันเกิดขึ้น แล้วเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้..
ทำไมเราไม่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มันมีคุณค่า  แต่กลับทำลายเวลานั้นไปโดยที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันซะอย่างนั้น

ย้อนกลับมาดูแล้วพิจารณา จิต...
1. สงบจิตใจลงแล้วพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้น
2. ทบทวนความคิด และคำพูดที่เราได้กระทำมันลงไป
3. หากสามารถพูดคุยกับคนคนนั้นได้ จงรีบคุย เพื่อสร้างความเข้าใจ และให้กำลังใจกับคนๆ นั้นโดยเร็ว
4. พยายามอยู่กับตัวเอง และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือ เพื่อคุ้มครองเขา
5. จงทำสุขภาพกาย และสุขภาพใจของตนเอง ให้แข็งแรงเสมอเพื่อจะได้ดูแลคนนั้นให้ดีที่สุด แม้จะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม



2555/04/25

วันนี้ในห้องประชุม... สติมา ปัญญาเกิด


วันนี้ในห้องประชุม....
หลังจากทีชีวิตห่างหายไปจากการประชุมต่างๆที่เคยเข้าร่วมกับบริษัทที่เคยทำงานด้วยก่อนนี้...และได้เข้ามาทำงานกับบริษัทใหม่ จากตำแหน่งที่เหมือนไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานใดๆเลย เหมือนเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครสนใจ (จนต้องเรียกตำแหน่งเดิมว่า ลูกเมียน้อย)

พอได้เปลี่ยนตำแหน่ง ได้เพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้น ดูเหมือนว่าตัวเองจะแลดูมีประโยชน์และได้มีการพัฒนารอยหยักในสมองเพิ่มขึ้นเยอะเลย  ช่วงนี้เลยเป็นการกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง  รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าประชุม ยิ่งถ้าได้ไปประชุมนอกสถานที่ยิ่งตื้นเต้นเหมือนเด็กน้อยที่ได้ไปเที่ยวในสถานที่แปลกๆที่ไม่เคยไป  ...และการประชุมครั้งนี้  ก็เป็นการประชุมที่ตื่นเต้น แต่ค่อนข้างไปทางกลัวมากกว่า (ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไร  คิดไปเอง)

ทั้งๆที่ก็คุ้นเคยกับบุคคลที่เข้าร่วมประชุมพอสมควร แต่คงเป็นเพราะ เราเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่งและไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการประชุมหรือมีเพียงเฉพาะข้อมูลในส่วนที่เราพอศึกษาและรับทราบมาน้อยนิดเลย เกิดอาการกลัวและประหม่าว่า ถ้าผู้รู้เขาถามมาในสิ่งที่ไม่รู้จะทำอย่างไร  แล้วจะตอบเขาว่าอย่างไร  

แต่ ณ ตอนนั้น สิ่งที่เตรียมเข้าไปร่วมประชุมได้ ก็คือ สมุดโน้ต ปากกา และ สติในการตั้งใจฟัง ตอบ และจะพยายามยอมรับคำแนะนำอย่างดีที่สุด  พอการประชุมผ่านไป....ทำให้เรารู้ว่า  ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง...จริงๆ

ในการปะชุมครั้งนี้ก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น..ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมข้อมูลในการนำเสนอ หลักการ วิธีการ ความคิดเห็น การแนะนำ การยอมรับ ความอดทน ที่สำคัญ ก็คือ สติ  อย่างที่เคยได้ยินมาว่า...สติมา..ปัญญาเกิด  ...และแม้กระทั่งความรู้สึกของใครบางคนในที่ประชุม...ที่สัมผัสได้..

ด้วยใจที่ดีและมีความสุข

2554/08/17

กฎแห่งแรงดึงดูด นำมาใช้ให้ถูกทาง

“กฎแห่งแรงดึงดูด” (Law of Attraction) มีในหนังสือที่ขายดีมากๆ อยู่เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “The Secret” เขียนโดย Rhonda Byrne ซึ่งเป็นสตรีชาวออสเตรเลีย และได้รับการแปลเป็นภาษาไทย โดยกวีซีไร้ท์ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์ฯ ได้ยินว่าในฉบับภาษาไทยนั้น จำหน่ายไปแล้วราวหนึ่งแสนเล่ม เพียงชั่วระยะเวลาเพียงสองเดือน จนหนังสือขาดตลาด พิมพ์ใหม่แทบจะไม่ทัน
เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ นำเสนอเรื่อง “กฎแห่งแรงดึงดูด” (Law of Attraction) อย่างชนิดเนื้อๆ และล้วนๆ ซึ่งต้องนับถือความเก่งของคนเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้น่าอ่าน เพลิดเพลิน เร้าใจ กระชับ และต้องยกนิ้วให้ทีมงานของเขาที่ทำการตลาดให้กับหนังสือเล่มนี้ได้อย่างยอด เยี่ยม จนมียอดขายชนิดถล่มทะลายไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทยที่เคยมีผลสำรวจว่า โดยเฉลี่ยคนไทยอ่านหนังสือกันปีละไม่เกิน 7 บรรทัดเท่านั้น!

จริงๆ แล้ว “กฎแห่งแรงดึงดูด” นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด เคยมีผู้เขียนหนังสือว่าด้วยเรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะหลายต่อหลายเล่มแล้วใน รอบร้อยปี หรือสิบปีที่ผ่านมา ยังไม่นับที่มีการอ้างอิงถึงกฎนี้ หรือหลักการนี้ไว้ตรงโน้นตรงนี้ในหนังสืออีกหลายต่อหลายเล่ม และถ้าจะพูดกันให้ถึงที่สุดแล้ว “กฎแห่งแรงดึงดูด” นี้ มันก็คือกฎแห่งธรรมชาติ หรือกฎแห่งจักรวาล ซึ่งอยู่คู่โลกและอยู่คู่กับมวลมนุษยชาติมานับเป็นพันๆ ปี หรือนับตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกแล้วก็ว่าได้ ถ้าโลกนี้ หรือจักรวาลนี้มีกฎว่าด้วยแรงโน้มถ่วง (LAW OF GRAVITY) กฎแห่งแรงดึงดูดนี้ก็เป็นกฎที่เป็นจริงอย่างนั้นเหมือนกัน และถ้าโลกนี้ หรือจักรวาลนี้มีกฎว่าด้วยกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำ หรือที่พระท่านบอกว่า “อิทัปปัจยตา” แล้ว กฎแห่งแรงดึงดูดนี้ ก็เป็นจริงอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

Law Of Attraction ได้ ในความคิดที่สมองเราประมวลออกจะจำแนกได้ 5 ข้อหลักๆ ก็สามารถสร้าง "กฎแรงดึงดูด" ได้
1) State your intention
2) Write down your intention , so you don't forget in order to remimd you of your goals.
3) Create your reality in your mind
4) Act as if it has already happened
5) Take some action !!

ดูแล้วพิจารณา และใช้เวลากับเรื่องนี้ นานหน่อยนะถ้าต้องการ



2554/08/04

ร่วมสนับสนุน หนังไทย... คนโขน




เรื่องของคน เรื่องของโขนนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2508

โดยเล่าเรื่องราวของ ชาด (อภิญญา รุ่งพิทักษ์มานะ) เด็กกำพร้าที่ถูกครูโขนฝีมือดีอย่าง ครูหยด (สรพงษ์ ชาตรี) เลี้ยงดูและฝึกหัดโขนให้ตั้งแต่เล็กๆ จนกระทั่งเติบใหญ่มีฝีไม้ลายมือเก่งกาจกลายเป็นศิษย์เอกในคณะโขนของครูหยด อีกทั้งชาดยังได้รับความช่วยเหลือและกำลังใจที่ดีเสมอมาจากเพื่อนรักอย่าง ตือ (กองทุน พงษ์พัฒนะ) และ แรม (นันทรัตน์ ชาวราษฎร์) ที่สนิทสนมรักใคร่ผูกพันกันมาตั้งแต่วัยเด็ก
ด้านครูหยดก็ได้มองเห็นแววที่จะเอาดีทางด้านนี้ของชาด และคิดจะเปิดตัวชาดในบทพระรามเป็นครั้งแรกในงานแสดงโขนประจำปีครั้งใหญ่ที่วัดอ่างทอง
เส้นทางชีวิตของชาดดูเหมือนจะไร้ซึ่งอุปสรรคในการก้าวตามความฝัน เพื่อมุ่งสู่จุดสูงสุดของชีวิตนักแสดงโขนตามความทะยานอยากในวัยหนุ่มของเขา

แต่เมื่อ ครูเสก (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) อดีตเพื่อนรักของครูหยด ที่ปัจจุบันกลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจด้วยปมแค้นฝังลึก ได้รับรู้เรื่องการแสดงของคณะครูหยด จึงหาวิธีกลั่นแกล้งไม่ให้ครูหยดได้แสดงโขนที่วัดนี้ ซึ่งก็เข้าทางหลานชายสายเลือดโขนของครูเสกอย่าง คม (ขจรพงศ์ พรพิสุทธิ์) คู่อริเก่าของชาดที่ต้องการแก้แค้นและเอาคืนชาดอย่างสาสมเช่นกัน

บางครั้งเราก็ต้องพบกับฝันร้ายโดยไม่รู้ตัว...

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาครูหยดและชาดนั้นไม่ใช่แค่มายาแห่งนาฏกรรมโขนอันเกิดมาจากความอาฆาตแค้นไม่สิ้นสุดของครูเสกและคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชาดยังหลงเข้าไปในวังวนแห่งตัณหาราคะที่ก่อเกิดจาก รำไพ (พิมลรัตน์ พิศลยบุตร) เมียรุ่นลูกของครูหยดที่จ้องจะเข้าหาชาดทุกครั้งที่มีโอกาส รวมทั้งมิตรภาพระหว่างเพื่อนรักอย่างชาด, แรม และตือที่ถูกสั่นคลอนลงอย่างไม่คาดฝัน นั่นเป็นเหตุให้ชีวิตของชาดซวนเซและพลิกผันไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

ฉากสุดท้ายของชาดจะสามารถกลับลำและไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ ถึงเวลาที่ชาดจะต้องต่อสู้เอาชนะด้านมืดของตัวเอง และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ หาใช่หัวโขนที่สวมใส่

2554/07/14

สาเหตุตัวร้อน เป็นไข้ ใช่ว่ากินยาพาราอย่างเดียวแล้วจะหาย





ไข้หรือตัวร้อน หมายถึง อุณหภูมิกายเพิ่มสูงกว่าปกติ หากเป็นอุณหภูมิที่วัดทางปากต้องสูงเกิน 37.2 C' เวลาที่มีไข้ไม่จำเป็นว่าทุกส่วนของร่างกายจะต้องร้อนเท่ากันหมด อาจร้อนที่ศีรษะ ลำตัว และแขนขา แต่ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็น สาเหตุของไข้จริงๆแล้วมีมากมาย
ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ ก็จะเป็นไข้ต้วร้อน 2-3 วัน แม้จะกินยาลดไข้แล้วก็จะไม่หาย



สาเหตุหลักๆ
1. ติดเชื้อภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหลอดลม , กระเพาะปัสสาวะ, ทางเดินอาหาร เป็นต้น.. สามารถทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้อย่างน่าตกใจ และเหนื่อยล้าหมดแรง
2. ความเครียด หรือ พักผ่อนน้อย.. สมองคิดแต่เรื่องงานมากไป หรือคิดเรื่องได้เรื่องหนึ่งอย่างหมกหมุ่น ทำให้จิตใจไม่ปลอดโปร่ง.. ทำให้ร่างการก็ย้ำแย่ได้เหมือนกัน

ดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ เมื่อรู้สึกตัวร้อน ครั้นเนื้อครั้นตัว :

- กินยาลดไข้ แต่ยาลดไข้พาราเซตตามอล เป็นเพียงยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ กล่าวคือ เมื่อกินยา 1 ครั้ง ยาจะออกฤทธิ์ ลดไข้อยู่ได้นาน 4-6 ชั่วโมง หากสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ยังไม่หาย เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วไข้ก็จะปรากฏใหม่ ท่านก็ค่อยให้ยาใหม่ ซึ่งมันก็อย่างที่บอกไปในตอนต้น.. ว่าเหตุที่แท้จริงของไข้มันคืออะไร
- ดื่มน้ำมากๆ และนอนพักในสถานที่อากาศถ่ายเทสะดวก
- ถ้า 1 วันแล้ว ไข้ไม่ลด ควรไปหาหมอ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของไข้... อย่าปล่อยให้มันเนิ่นนานเกินไปเพราะจะทำให้เสียค่ารักษาพยาบาลมากเกินความจำเป็น ดังสุภาษิตที่ว่า เสียน้อย เสียยาก เสียมากเสียง่าย


Tips for kids :
หากบุตรหลานของท่านมีไข้ไม่สูง มีเพียงศีรษะอุ่น ไม่กระวนกระวาย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ เพราะยาลดไข้เป็นเพียงยาระงับหรือบรรเทาไข้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ขอให้สังเกตอากการและเช็ตดตัวบุตรไปก่อนสัก 1-2 วัน
ฉะนั้น ท่านจึงควรให้ยาลดไข้เมื่อไข้สูงเท่านั้น และให้ในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ห้ามให้ถี่กว่า 4 ชั่วโมง หากให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ควรให้เด็กดื่มนำมากๆ ร่วมกับการเช็ดตัวด้วยน้ำประปาจนกว่าไข้จะลด
ท่านไม่จำเป็นต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีของการมีไข้ หากเด็กยังเล่นได้ ดูทีวีได้ ท่านเพียงให้ยาลดไข้ เป็นครั้งเป็นคราว
แต่ถ้าภายใน 2-3 วันอาการไข้ยังไม่ทุเลาจึงพาไปพบแพทย์ เพราะไข้จะหายเองเมื่อถึงกำหนดระยะของโรค แม้ไปพบแพทย์ก็ไม่ได้ช่วยให้หายไข้เร็วขึ้น

ขณะมีไข้สูง เด็กมักกินอาหารได้น้อยลง ทำให้มีกากอาหารในลำไส้น้อย มีผลทำให้ไม่ถ่ายอุจจาระ ในสังคมไทยมีความเชื่อว่า หากเด็กไม่ถ่ายอุจจาระจะทำให้ไข้ยิ่งสูง ความเชื่อนี้ต้องการการแก้ไข ท่านไม่ควรใช้วิธีการใดๆ ทำให้เด็กถ่าย เพราะการไม่ถ่ายเกิดจาก การกินอาหารน้อยลง การกินยาระบายหรือการเหน็บยาอาจมีอันตรายหากสาเหตุของไข้เกิดจาก ไข้ไทฟอยด์หรือไส้ติ่งอักเสบ เพราะทำให้ลำไส้แตกทะลุได้

2553/12/30

สวัสดีปีใหม่ The Magic of Think

ผ่านไปอีกหนึ่งปี 2553 ปีเสือ ที่สนุกสนานและได้ประสบการณ์อีกมากมาย
ปีใหม่นี้ ได้รับหนังสือเป็นของขวัญ คือ THE MAGIC OF THINK "คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก"
เป็นหนังสือที่ปีหน้า เราจะใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนตนเองและเพื่อนร่วมงาน