แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณธรรม แสดงบทความทั้งหมด

2555/08/16

เอคโค่ จิ๋วก้องโลก... บทเพลงที่ชวนให้ฟัง..ซ้ำไปซ้ำมา

ร่วมสนับสนุนการ์ตูนไทย..
ที่มีวัฒนธรรมชนเผ่า
และมีความไพเราะของบทเพลงสมัยใหม่
พร้อมกับกลิ่นอายแห่งภูผา


ฟังชีวิตทั้งน้อยและใหญ่ ดังสะท้อนก้องไป แค่เราเปิดใจ
ฟังสิฟังสิฟัง ฟังสัญญาณที่สื่อความหมาย




เพลง: ฟัง สิ ฟัง สิ ฟัง ( หนั่น น้า นะ )
เนื้อร้อง: คงเดช จาตุรันต์รัศมี
ทำนอง: ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
ศิลปิน: คณิตกุล เนตรบุตร ( แพรว )

[คอรัส ภาษากะเหรี่ยง]

* หนั่น น้า นะ หนั่น น้า นะ หนั่น น้า นะ
(ฟัง สิ ฟัง ฟัง สิ ฟัง ฟัง สิ ฟัง)

หนั่น น่ะ เฮ้อ เลาะ หนั่น น่ะ เฮ้อ เลาะ หนั่น น่ะ เฮ้อ เลาะ
(เสียงอะไร เสียงอะไร เสียงอะไร)

** ฮัน ชึ สึ ลือ ด่ะ บ่ะ วา
(ดิน น้ำ ลม ธรรมชาติ )

เดอ ตะโพตะลึ ป๊ะตะปะตะ
(สัตว์ต่างๆ ความ รักของเรา)

ฮัน ชึ สึ ลือ ด่ะ บ่ะ วา
(ดิน น้ำ ลม ธรรมชาติ)

เดอ ตะโพตะลึ ป๊ะตะปะตะ
(สัตว์ต่างๆ ความ รักของเรา)

อะพู อะพู้ อะพู อะกละ
(สวย ๆ, งาม ๆ)

อะพู อะพู้ ป๊ะตะปะตะ
(สวย ๆ, ความรัก)

อะพู อะพู้ อะพู อะกละ
(สวย ๆ, งาม ๆ)

อะพู อะพู้ ป๊ะตะปะตะ
(สวย ๆ, ความรัก)

เธอได้ยินไหม เสียงมาจากไหน
เหมือนแผ่วมาไกล ตามสายลม
ลอยมาจากฟ้า หรือจากต้นไม้
สำเนียงที่เปลี่ยนไป เธอได้ยินไหม

ซ้ำ (** , *)

ป่าเคยชุ่มน้ำ ฝนเคยชุ่มฟ้า
แค่เพียงชั่วพริบตา กลับหายไป
สัตว์ป่าส่งเสียง พื้นดินสื่อความหมาย
สำเนียงที่เปลี่ยนไป เธอได้ยินไหม

ซ้ำ (** , *)

ฟังสิฟังสิฟัง ฟังสัญญาณที่อยู่รอบกาย
ฟังชีวิตทั้งน้อยและใหญ่ ดังสะท้อนก้องไป แค่เราเปิดใจ
ฟังสิฟังสิฟัง ฟังสัญญาณที่สื่อความหมาย
คอยฟังเสียงข้างในหัวใจ ก่อนจะสายเกินไป และเสียงจะจางหาย
ซ้ำ (*)


2555/07/31

กฎแห่งการเสนอแนะตนเอง


กฎแห่งการเสนอแนะตนเอง
ที่สามารถผลักดันผู้ที่เชื่อมั่นและศรัทธา ดังบทกวีที่อธิบายได้ดังต่อไปนี้

หากเจ้า คิด ว่าเจ้าแพ้ เจ้าก็แพ้
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าไม่กล้า เจ้าก็ไม่กล้า
หากเจ้าอยากชนะ แต่เจ้า คิด ว่าเจ้าไม่สามารถ
ก็แทบจะแน่นอนเลยว่าเจ้าจะไม่ชนะ
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าจะปราชัย เจ้าก็จะปราชัย
เพราะเราพบว่าบนโลกใบนี้

ความสำเร็จ เริ่มต้นจากความตั้งใจแน่วแน่ของคนผู้นั้น
ทั้งหมดล้วนอยู่ใน ความคิด
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าเหนือกว่า เจ้าก็จะเหนือกว่า
เจ้าจะต้อง คิด สูงเพื่อจะขึ้นสูง
เจ้าจะต้อง แน่ใจ ในตัวเจ้าก่อน ที่เจ้าจะชนะรางวัลใดๆ
ในสงครามแห่งชีวิต
ผู้ที่แข็งแรงกว่า หรือเร็วกว่าไม่ชนะเสมอไป
ไม่ช้า หรือเร็ว ผู้ที่จะชนะก็คือ
ผู้ที่ คิดว่าเขาสามารถจะชนะ

by 
"นโปเลียน ฮิลล์"
"Napoleon Hill"

2555/06/03

ความคาดหวัง และความรู้สึกผิดหวัง

ความคาดหวัง..
มนุษย์เราหากคาดหวัง ว่าจะต้องทำสิ่งใดแล้ว..  สิ่งที่จะทำนั้นกลับไม่ได้ทำ.. ก็ทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง อย่างรุนแรง และทำให้มนุษย์เราีมีอารมณ์ที่ขุ่นมัว อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก

แล้วทำไม มนุษย์เราถึงต้องคาดหวังในสิ่งต่างๆ ที่อยากจะให้เป็นด้วย.. แล้วถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ต้องการแล้ว เราจะต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เราอารมณ์เสียกับคนที่เราอยู่ด้วย

วันนี้ได้ทบทวนดูแล้วว่าเมื่อมันเกิดขึ้น แล้วเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้..
ทำไมเราไม่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มันมีคุณค่า  แต่กลับทำลายเวลานั้นไปโดยที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันซะอย่างนั้น

ย้อนกลับมาดูแล้วพิจารณา จิต...
1. สงบจิตใจลงแล้วพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้น
2. ทบทวนความคิด และคำพูดที่เราได้กระทำมันลงไป
3. หากสามารถพูดคุยกับคนคนนั้นได้ จงรีบคุย เพื่อสร้างความเข้าใจ และให้กำลังใจกับคนๆ นั้นโดยเร็ว
4. พยายามอยู่กับตัวเอง และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือ เพื่อคุ้มครองเขา
5. จงทำสุขภาพกาย และสุขภาพใจของตนเอง ให้แข็งแรงเสมอเพื่อจะได้ดูแลคนนั้นให้ดีที่สุด แม้จะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม



2555/06/01

ข้อคิดที่ได้จากการฟังบรรยายธรรม จาก พระมหาสมปอง


การวางแผนอนาคตของตนเอง

คนเราจักประสบความสำเร็จในชีวิตได้ก็จักต้องรู้จักวางแผน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน
เป้าหมายที่ชัดเจน คือ  คิด >> แล้ว ลงมือกระทำให้เกิดขึ้น

หากเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็จักต้องมีความขยันขันแข็ง และอดทน
ทำมากย่อมได้มาก ทำน้อยย่อมได้น้อย

หากเราจะประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน ก็จักต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน รู้จักเก็บ รู้จักใช้
สูตรารใช้เงินง่ายๆ ที่ปฏิบัติได้เลย คือ
รายรับ - เงินออม = รายจ่าย
หรือ ออมก่อน แล้วจ่ายทีหลัง เท่านี้ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บแล้ว

ส่วนความพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น ต้อง

อย่า ท้อเมื่อพลาดพลั้ง
ทำ ความหวังขึ้นมาใหม่
นม นานสักเพียงใด
หก ล้มไปเพียงชั่วคราว

2554/11/26

ในหลวงของแผ่นดิน เพลงหลักนำหัวใจ ที่ยึดเหนี่ยวไว้

เพลงถวาย ที่มีคนร้องมากมาย

EXECUTIVE PRODUCTION SUPERVISOR : ถกลเกียรติ วีรวรรณ
เนื้อร้อง : วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ ทำนอง : สราวุธ เลิศปัญญานุช เรียบเรียง : สราวุธ เลิศปัญญานุช
Mixed down : ศิริพร แตรตุลาการ Guitar by : ศิริโรจน์ องค์มหัทมงคล Producer : นราธิป ปานแร่

มอง เห็นพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคนมืดมัว เหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจ ตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสอง ก้มลงกราบด้วยหัวใจ

มอง พระผู้ทรงเมตตา เฝ้าดูแลประชา ทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้า หมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักนำหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน
ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน
ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง
ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

ในหลวงของแผ่นดิน
​ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง

ใต้ร่มพระบริบาล สุขสราญด้วยความร่มเย็น

แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ
มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร
ฉันจะไม่ลืม

ในหลวงของแผ่นดิน หล่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหน
ทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็ก จนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาล
สุขสราญด้วยความร่มเย็น
แผ่นดินนี้คือบ้าน คือแดนสวรรค์ แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร
ฉันจะไม่ลืม

2554/09/03

ขงเบ้ง สอนไว้ จำให้ดี


*อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น *

*เมื่อนักการทูตพูดว่า "ใช่ หรือ อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อนักการทูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่" เมื่อนักการทูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการทูต เพราะนักการทูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร *

*เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ" หล่อนมีความหมายว่า "ใช่ หรือ ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่ หรือ ได้" หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี *

*คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย*

*ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไป ยังอนาคต*
*อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย*

*ยามเรืองรุ่งพุ่งเปรี้ยงดุจเสียงฟ้า แม้เทวายังสยบหลบทางให้ จะหยิบดาวเดือนชมก็สมใจ คงร้องให้วันหนึ่งแน่ คราวแพ้มี *

*ตัดไผ่อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าเหลือลูก คิดทำการใหญ่ ใจคอต้องเหี้ยมหาญ *

*ข้าพเจ้ายอมทรยศต่อคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนในโลกทรยศต่อข้าพเจ้า *

*เป็นแม่ทัพแล้วไม่กล้าตัดหัวคน เป็นแม่ทัพที่ดีไม่ได้*
*คนฉลาดปราดเปรื่อง เขานั่งนิ่งสงวนคม *

*ไม่มีใครเลี้ยงอาหารใครเปล่า ๆ โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน *

*ศัตรูที่ร้ายเหลือ ไม่เท่าเกลือเป็นหนอน *

*ความรู้ คือ อำนาจ *

*นั่งภูดูเสือ กัดกัน*
*เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน ฉะนั้นจึงอย่าประมาท *

*ถ้าเป็นกษัตริย์ แล้ว ไม่โลภ ก็ เป็นกษัตริย์ ที่ดีไม่ได้ ถ้าเป็นนักบวชแล้วโลภ ก็ เป็นนักบวช ที่ดีไม่ได้ *

*น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด เราก็กลายเป็นคนฉลาดในช่วงเวลาลำบากฉันนั้น*

*ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่ *

2554/08/04

ร่วมสนับสนุน หนังไทย... คนโขน




เรื่องของคน เรื่องของโขนนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2508

โดยเล่าเรื่องราวของ ชาด (อภิญญา รุ่งพิทักษ์มานะ) เด็กกำพร้าที่ถูกครูโขนฝีมือดีอย่าง ครูหยด (สรพงษ์ ชาตรี) เลี้ยงดูและฝึกหัดโขนให้ตั้งแต่เล็กๆ จนกระทั่งเติบใหญ่มีฝีไม้ลายมือเก่งกาจกลายเป็นศิษย์เอกในคณะโขนของครูหยด อีกทั้งชาดยังได้รับความช่วยเหลือและกำลังใจที่ดีเสมอมาจากเพื่อนรักอย่าง ตือ (กองทุน พงษ์พัฒนะ) และ แรม (นันทรัตน์ ชาวราษฎร์) ที่สนิทสนมรักใคร่ผูกพันกันมาตั้งแต่วัยเด็ก
ด้านครูหยดก็ได้มองเห็นแววที่จะเอาดีทางด้านนี้ของชาด และคิดจะเปิดตัวชาดในบทพระรามเป็นครั้งแรกในงานแสดงโขนประจำปีครั้งใหญ่ที่วัดอ่างทอง
เส้นทางชีวิตของชาดดูเหมือนจะไร้ซึ่งอุปสรรคในการก้าวตามความฝัน เพื่อมุ่งสู่จุดสูงสุดของชีวิตนักแสดงโขนตามความทะยานอยากในวัยหนุ่มของเขา

แต่เมื่อ ครูเสก (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) อดีตเพื่อนรักของครูหยด ที่ปัจจุบันกลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจด้วยปมแค้นฝังลึก ได้รับรู้เรื่องการแสดงของคณะครูหยด จึงหาวิธีกลั่นแกล้งไม่ให้ครูหยดได้แสดงโขนที่วัดนี้ ซึ่งก็เข้าทางหลานชายสายเลือดโขนของครูเสกอย่าง คม (ขจรพงศ์ พรพิสุทธิ์) คู่อริเก่าของชาดที่ต้องการแก้แค้นและเอาคืนชาดอย่างสาสมเช่นกัน

บางครั้งเราก็ต้องพบกับฝันร้ายโดยไม่รู้ตัว...

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาครูหยดและชาดนั้นไม่ใช่แค่มายาแห่งนาฏกรรมโขนอันเกิดมาจากความอาฆาตแค้นไม่สิ้นสุดของครูเสกและคมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชาดยังหลงเข้าไปในวังวนแห่งตัณหาราคะที่ก่อเกิดจาก รำไพ (พิมลรัตน์ พิศลยบุตร) เมียรุ่นลูกของครูหยดที่จ้องจะเข้าหาชาดทุกครั้งที่มีโอกาส รวมทั้งมิตรภาพระหว่างเพื่อนรักอย่างชาด, แรม และตือที่ถูกสั่นคลอนลงอย่างไม่คาดฝัน นั่นเป็นเหตุให้ชีวิตของชาดซวนเซและพลิกผันไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

ฉากสุดท้ายของชาดจะสามารถกลับลำและไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ ถึงเวลาที่ชาดจะต้องต่อสู้เอาชนะด้านมืดของตัวเอง และพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ หาใช่หัวโขนที่สวมใส่

2552/03/22

ตัวกู และกางเขน ไม่ยึดติด



ภาพลักษณ์ของท่านพุทธทาส เป็นภาพลักษณ์หนึ่งที่ผมเคารพนับถือท่าน และทำให้ผมเปิดกว้างในมุมมองของศาสนามากขึ้น ผมเพิ่งได้ยิน หรือรู้จักท่านขณะที่ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ขณะนั้นได้ทำกิจกรรมนักศึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ทำให้ได้รู้จักท่านพุทธทาส คำสอนแรกที่ผมได้รับฟังและประทับใจมากๆ ก็คือ

คำว่า ตัวกู ของกู จะทำให้เรายึดติดและเห็นแก่ตัว ซึ่งถ้ามองเป็นภาษาอังกฤษ ตัวกู ก็คือ “I” หากเราต้องการทำลายตัวกูของกู ก็ให้เอาไม้มาทิ่มแทงทะลุไปซึ่งตัวไอ นี้ก็จะกลายเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทางคริสต์ศาสนา ดังนั้นการเป็นคนดีก็จะต้องทำลายตัวกู ของกู และไม่ยึดติด ไม่เห็นแก่ตัว พร้อมที่จะแบ่งปัน เสียสละให้ผู้อื่น ก็จะทำให้สังคมนั้นเป็นสุข เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสลงไปที่สวนโมกข์ กับเพื่อนในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนของท่านพุทธทาส ก่อนที่จะถึงวันระลึกท่านพุทธทาส วันที่ 27 พฤษภาคม พวกผมได้มีโอกาสไปนอนค้างคืนที่สวนโมกข์ และทานข้าวที่โรงทานแถวนั้นด้วย แม้จะเป็นเพียงเวลาแค่หนึ่งคืน แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคำสอนต่างๆ ที่ท่านให้ไว้และช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านสอนไว้ว่า เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านแล้ว สาธุชนไม่ต้องนำของ หรือของขวัญมาถวายให้กับท่าน ท่านพุทธทาส ขอเพียงแต่ว่าให้คนผู้นั้นอดอาหาร และระลึกถึงท่าน ท่านบอกว่าเมื่อเราอดอาหารแล้วเราก็จะได้เข้าใจคนที่ไม่มีจะกินว่าเขาลำบากอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพื่อให้เราจะได้รู้จักแบ่งปันคนอื่น และไม่กินอาหารเหลือทิ้งอันจะทำให้เสียของไปอีกด้วยซ้ำ

ผมมาพิจารณาในคำสอนของท่านในเรื่องการอดอาหารเพื่อระลึกถึงท่านพุทธทาส นี้เป็นการให้คำสอนที่ล้ำลึกมากๆ เลยครับ เป็นคำสอนที่เน้นการลดภาวะโลกร้อนได้ดีเยี่ยมมากๆ เพราะว่าคนไม่ต้องซื้อของมาให้ท่าน และลดการบริโภคลงอีกด้วยซ้ำเป็นการสอนให้คนรู้จักตัวเอง รู้จักอารมณ์ของตนเองเมื่อหิว จะได้รู้จักคุณค่าของอาหารหรือสิ่งที่คนเรากินเข้าไปด้วย

และนี้ก็เป็นความเชื่อ ความศรัทธา และเหตุการณ์ต่างๆ ที่หล่อหลอม และทำให้ผมไม่ยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เชื่อมั่นและศรัทธาในความดี ความเป็นธรรมชาติของศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ที่ผมนับถือมาตั้งแต่แรกเกิด

2552/03/19

ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

ผู้ที่เป็นบันดาลใจต่อการพัฒนานิสัยของผม ก็คือ คุณพ่อของผมเอง ท่านเพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อประมาณ 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ท่านจากไปด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ช่วงที่ท่านเจ็บป่วยอยู่นั้น ท่านก็ไม่ได้บ่น หรือเรียกร้องให้ลูกๆ ต้องรักษาอย่างดี หรือต้องอยู่กับท่านทุกวัน ตรงกันข้ามท่านกลับบอกว่าหากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ขอไม่อยู่ดีกว่า..ลำบากตัวเองและลำบากลูกหลานถึงแม้วัยของท่านจะล่วงเลยมาถึง 75 ปี แต่ท่านก็ยังแข็งแรงเรื่อยมาจนกระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว เพียงแค่ระยะเวลากว่าครึ่งปีที่เจ้าเนื้อร้ายนี้อยู่ในตัวท่าน และแผ่ขยายไปด้วยความรวดเร็ว สุดท้ายท่านก็จากไปด้วยความสงบในพระพรของพระเป็นเจ้า ครอบครัวเรานับถือ และสวดมนต์กันเป็นประจำเวลาช่วงค่ำก่อนนอน แม้จะมีครบจำนวนคนบ้างไม่ครบบ้าง แต่คุณแม่ก็จะนำสวดสม่ำเสมอไม่มีขาด

คุณพ่อของผมเป็นพ่อค้า ร้านขายของชำ ค้าขายมาตั้งแต่หนุ่มๆ จนถึงอายุ 30 ปี ท่านก็ได้ซื้อห้องแถวไว้สองห้อง เพื่อเปิดเป็นร้านขายของโดยตั้งชื่อร้านว่า แสงชัยพานิช เป็นการสะสมเงินและเตรียมการมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เพื่อให้มีร้านขายของเป็นของตนเอง เพราะที่ผ่านมาจะต้องเช่าแผงของคนอื่น ซึ่งท่านก็มีความคิดว่าสักวันจะต้องมีร้านเป็นของตัวเองให้ได้ แล้วก็ทำสำเร็จจนได้

ขณะที่ร้านค้าใหม่นี้เพิ่งเปิด ตัวผมเองเพิ่งมีอายุได้แค่ หนึ่งขวบปีกว่าๆ ก็ยังจำความอะไรไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อได้เข้าเรียนหนังสือและเริ่มจำความได้ และมีหลายเหตุการณ์ที่คุณพ่อได้สอนไว้ เช่น เวลาผมจะกินขนมในร้าน ผมก็จะต้องขอคุณพ่อ หรือพี่สาวคนโตก่อนทุกครั้ง เพราะคุณพ่อบอกว่า ก่อนที่เราจะหยิบของคนอื่น หรือของในร้าน ต้องขออนุญาตเจ้าของก่อนเสมอ

คุณพ่อ มักจะเก็บกระดาษกล่อง หรือลังกระดาษต่างๆ เวลาที่เราแกะกล่อง และนำสินค้าต่างๆ ไปขายได้แล้ว ก็จะเหลือเศษกระดาษ หรือพวกขวดพลาสติก ขวดแก้ว ท่านก็จะเก็บไว้ และมัดไว้เป็นกองๆ สำหรับกระดาษ และใส่กระสอบไว้สำหรับพวกขวดพลาสติก หรือขวดแก้ว เพื่อจะได้นำไปขายให้กับร้านขายของเก่า เป็นการลดปริมาณขยะ และทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ผมจำได้ว่ามีตู้เย็นใบใหญ่ๆ อยู่ใบหนึ่งเอาไว้แช่น้ำอัดลมให้ลูกค้าได้กินน้ำเย็นๆ ชื่นใจ บนตู้เย็นนั้นจะเขียนข้อความว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” เป็นตู้เย็นที่ซื้อมาหลังจากที่เปิดกิจการใหม่ และใช้ได้เป็นสิบปีเลยทีเดียว ตอนเด็กๆ ผมเคยคุยกับคุณพ่อถึงข้อความข้างบนว่า ผมเคยถามว่า “ซื่อ เป็นอาหารหรือขนมและมันกินได้ด้วยหรือครับ?“ แต่คุณพ่อก็อธิบายว่า “ซื่อ คือ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า เวลาพวกเราเป็นพ่อค้าถ้าค้าขายต้องมีความซื่อสัตย์ อย่างเช่นกรณีตักน้ำตาลทรายขายให้กับลูกค้าก็ต้องตักให้ครบปริมาณที่ลูกค้าต้องการ และถ้าคิดเงินก็ต้องคิดเงินให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่โกงลูกค้า หากพวกเรา ซื่อสัตย์และลูกค้าเชื่อถือ ลูกค้าก็จะกลับมาซื้อกับเราอีก ทำให้เรามีเงินไปซื้อกับข้าวมากินได้ตลอดไม่มีวันหมดอย่างไงล่ะ“

ส่วนคำว่า คด คือ คดโกง เพราะถ้าหากเราคดโกงลูกค้า ขายของหมดอายุ ขายของไม่ดีให้กับลูกค้า ลูกค้าก็จะไม่มาซื้อกับเรา และทำให้เราไม่มีรายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราก็คงมีกินอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นจงจำไว้ว่า หากพวกเราจะทำกิจการ หรืออยู่ในที่ทำงานแห่งใด จงมีความซื่อสัตย์ และจดจำคำนี้ไว้ให้ตลอดเวลา

“ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”

2552/03/08

หวนอดีต "แสงชัยพานิช"

เดิมครอบครัวของข้าพเจ้าเปิดร้านค้าขายของชำ หรือที่เรียกกันว่า “โชว์ห่วย” นับว่าเป็นร้านค้าเล็กๆ 2 คูหา บนถนนดินแดง คุณพ่อใช้ชื่อร้านว่า “แสงชัยพานิช” ซึ่งเป็นการอ่านออกเสียงจากคำว่า “เส็งไช” ในภาษาจีนแต้จิ๋ว ร้านแห่งนี้เปิดเมื่อ ปี พ.ศ.2518 ข้าพเจ้ามีอายุได้เพียง 1 ขวบกว่าๆ ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นบ่อยๆ คือ ป๊าป๊า และ ม๊าม๊า ขายของตั้งแต่ข้าวสาร ของใช้ในครัว และ ของใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนขนมปัง เบเกอรี่ ท่านทั้ง 2 ทำธุรกิจนี้ และเลี้ยงดูข้าพเจ้ากับพี่ๆ อีก 6 คน จนจบการศึกษาและแยกย้ายกันไปมีครอบครัว เมื่อข้าพเจ้าโตพอที่จะช่วยชายของได้ ข้าพเจ้าก็เริ่มช่วยขายของ โดยการหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ส่งของ เรียงของเข้าตู้ หรือเข้าชั้นขายสินค้า ตามช่วงวันหยุด และเวลาที่ปิดเทอม

ช่วงปิดเทอมในวัยเด็กของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจำได้ว่าอยากได้ของเล่นสักชิ้นหนึ่ง แต่ป๊าๆ ได้บอกว่าให้ข้าพเจ้า ช่วยขายสินค้า แล้วนำเงินที่ได้จากการกำไรสินค้านั้นๆ รวบรวมแล้วไปซื้อของเล่นที่อยากได้ ขณะนั้นข้าพเจ้าก็มีความสงสัยว่า ? ทำไมป๊าๆ ถึงไม่ให้นำเงินทั้งหมดที่ขายได้ไปซื้อละ ทำไมให้แค่กำไรที่จะนำไปซื้อของเล่น?? แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ถามอะไรมากนัก ก็ลงมือเริ่มขายของที่ร้านทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมง จนถึง 6 โมงเย็น

ข้าพเจ้ามีสมุดเล็กๆ ไว้สำหรับจดยอดกำไรที่ข้าพเจ้าได้รับในแต่ละครั้งที่ข้าพเจ้าขายสินค้าได้ เวลาที่ขายสินค้าได้ ก็จะไปถามพี่สาวคนโต หรือป๊าๆ ว่าได้กำไรเท่าไร แล้วก็จดลงไปในสมุด มีอยู่ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ตะโกนถามออกมาว่า
“ป๊า ขนมปังนี้กำไรเท่าไรครับ ผมจะจดลงสมุด”
ขณะนั้นลูกค้ายังอยู่ในร้านแล้วก็ทำหน้างงๆ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจว่าเขาทำหน้าอย่างนั้นทำไม
ป๊าๆ ก็เดินมาบอกกับลูกค้าว่า “ลูกจะซื้อของเล่น อั๊วก็เลยให้มาช่วยขายของ เก็บเงินไว้ไปซื้อของเล่นชิ้นนั้น”
ลูกค้าก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ดีจัง ขยันเขานะหนู” แล้วก็เดินออกไปจากร้าน
หลังจากนั้นสักพักป๊าๆ ก็เข้ามาบอกว่าครั้งต่อไป รอให้ลูกค้าออกไปก่อนแล้วค่อยถามและให้ใช้เสียงเบาๆ ด้วย เดี๋ยวลูกค้าเขาจะตกใจ ห้ามตะโกนถามแบบนี้อีกนะ



สินค้าในร้านที่ขายกันปกติ ป๊าๆจะขายสินค้าถูกกว่าราคาป้ายของสินค้า เช่น นมผงติดราคาไว้กระป๋องละ 132 บาท ที่ร้านจะขายเพียง 125 บาท เป็นต้น และหากเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ๆ ที่ร้านจะใช้ตัวอักษรภาษาจีนซึ่งเป็นรหัสที่ใช้กันในร้านนี้เท่านั้น เขียนไว้บนตัวสินค้าว่า สินค้าชิ้นนี้ซื้อมาในราคาต้นทุนเท่าไร ซึ่งจะทำให้พวกเราเห็นต้นทุนของสินค้านั้นๆ เช่น นมผงกระป๋องนี้มีราคาต้นทุนเท่ากับ 110 บาท เป็นต้น ในกรณีนี้ก็จะทำให้ข้าพเจ้ามีกำไรจากการขายนมผงนี้เท่ากับ 15 บาท


หลังจากที่ข้าพเจ้าอยู่ช่วยขายของไปได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มสงสัย และคิดว่าทำไมเราไม่ขายนมผงกระป๋องนี้ ในราคาเต็มไปเลย คือ 132 บาท ก็จะทำให้เราได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก 7 บาท ทำให้ในครั้งต่อไปข้าพเจ้าก็ได้ขายนมกระป๋องกับลูกค้าอีกคนหนึ่ง ในราคา 130 บาท แต่ปรากฏว่าลูกค้าเขาก็สงสัยและถามกลับว่า “อ้าว ?? ไม่ใช่ 125 บาท หรือจ้ะ?? เคยซื้ออยู่ราคานี้นะ”
ข้าพเจ้าก็ตอบกลับว่า “ไม่ได้ครับ”
“ลองไปถามป๊าๆ ดูสิ” ลูกค้าตอบกลับ
ทำให้ข้าพเจ้าต้องเดินไปถามป๊าๆ พร้อมกับหยิบนมกระป๋องนั้น ไปถาม “ป๊าๆ อันนี้เท่าไรครับ”
ป๊าๆ ก็มองดูที่ใต้กระป๋องที่มีโค้ดภาษาจีนอยู่ แล้วบอกว่า “125 บาท” ข้าพเจ้าก็หยิบนมกระป๋องใส่ถุงหิ้วให้กับลูกค้า
เย็นวันนั้น ขณะกำลังนั่งกินข้าวเย็นกับป๊าๆ ป๊าก็ถามว่า “ลูกค้ามาซื้อของที่ร้านเราบอ่ยๆ เป็นเพราะอะไรรู้ไหม?”
“ไม่รู้ครับ”
“เป็นเพราะร้านของเราขายสินค้าราคาไม่แพง และมีของให้เลือกเยอะ ลูกค้าจึงกลับมาซื้อกลับเราบ่อยๆ อย่างเช่น นมกระป๋องที่วันนี้ขายไปนั้น ถ้าเราขาย 130 บาท จริงอยู่ที่จะได้กำไรมากถึง 20 บาท แต่ถ้าลูกค้ากินหมดแล้ว และไปซื้อร้านอื่น เราก็จะเสียลูกค้า และไม่ได้เงินจากเขาอีกนะ ในกรณีถ้าเราขายแค่ 125 บาท ได้กำไรแค่ 15 บาท แล้วลูกค้ากลับมาซื้ออีกครั้ง ก็จะทำให้เรามีกำไรอีก 15 บาท เป็นเท่าไรรู้ไหม?” ป๊าๆ ถามกลับ
“เป็น 30 บาทครับ” ข้าพเจ้าตอบ
“เห็นไหมว่ามันเยอะกว่าในตอนแรกที่เราได้แค่ 20 บาท ดังนั้นพ่อค้าอย่างเรา ควรมีคุณธรรมและจริยธรรมในการค้าขาย ให้มีกำไรแต่พอดี ไม่เอาเปรียบลูกค้า ซึ่งควรจะยึดหลักอิทธิบาท 4 คือ


· ฉันทะ คือ ความพอใจ ในฐานะเราเป็นพ่อค้าร้านขายของ มีกำไรพอเลี้ยงตัวเอง และชอบในการขายสินค้าให้ลูกค้า
· วิริยะ คือ ความพากเพียร ขยัน ทำมาหากิน ไม่ขาดตอนเป็นระยะเวลายาวนานเหมือนที่เปิดร้านให้ลูกค้ามาซื้อของตลอด 7 วันไม่มีหยุด
· จิตตะ คือ ความใส่ใจ ไม่ทอดทิ้งร้าน และทำด้วยใจจดจ่อ โดยสนใจในตัวลูกค้าและสินค้าที่ขาย
· วิมังสา คือ การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม และทำให้ร้านค้าพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา


เหตุการณ์ในช่วงที่ข้าพเจ้าขายของ เพื่อเก็บกำไรมาซื้อของที่ข้าพเจ้าต้องการนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมากกว่าการบวก ลบ ตัวเลขธรรมดา และมุ่งหวังแต่กำไรเยอะๆ แต่ข้าพเจ้าได้เข้าใจว่าการเป็นพ่อค้านั้น จะต้องยึดถือคุณธรรมและมีจริยธรรมในการค้าขายอีกด้วย ซึ่งข้าพเจ้าก็ยึดถือและนำมาปฏิบัติในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตข้าพเจ้า ในปัจจุบันข้าพเจ้าได้มีโอกาสนั่งสมาธิกับเพื่อนๆ ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจถึง คุณธรรมของพรหมวิหาร 4
· เมตตา คือ ความรักความปรารถนาดีที่ให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้อื่นมีความสุข
· กรุณา คือ ความสงสาร เห็นใจปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นความทุกข์
· มุทิตา คือ ความรู้สึกพลอยชื่นชมยินดีเมื่อเพื่อนร่วมงาน หรือผู้อื่นได้ดี เจริญก้าวหน้า
· อุเบกขา คือ ความรู้สึกวางเฉย โดยปราศจากอคติ หรือสิ่งที่มายั่วยวน

หลักธรรมหรือคุณธรรม เหล่านี้พยายามนำมาใช้ในแต่ละช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าทำงาน ทำให้ข้าพเจ้าทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น แม้ว่าในบางช่วงเวลาอาจจะหลงลืม หรือ มัวแต่จมอยู่กับปัญหา หรืองานที่รุ่มเร้าเข้ามาในบางช่วงเวลาของชีวิต แต่ถ้าเรามีสติ หรือมีสมาธิก็สามารถฟันฝ่าปัญหาหรืองานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี