แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

2563/03/20

เยอรมัน สมแล้งที่ดูแลยุโรปมาเป็นอย่างดี

คำกล่าวต่อประชาขนของผู้นำเยอรมัน ดีมากๆ พูดได้ดีมากๆ (คนแปลก็แปลได้จับใจมาก)

ประชาชนที่รัก

โคโรน่าไวรัสได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปอย่างมาก ความเข้าใจในสภาวะปกติของชีวิตประจำวัน ของการอยู่ร่วมกันในสังคม กำลังถูกทดสอบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พวกท่านนับล้านคนไปทำงานไม่ได้ ลูกหลานไปโรงเรียนหรือสถานอนุบาลไม่ได้ โรงภาพยนตร์ โรงละคร และร้านค้าต่างปิดตัวไป และสิ่งที่อาจจะลำบากยากเย็นที่สุดคือ เราจะไม่ได้พบหน้ากันอย่างที่ควรจะเป็นตามปกติ

แน่นอนว่า ในสถานการณ์แบบนี้ เราทุกคนล้วนกังวลสงสัยว่า "จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป"

ข้าพเจ้าจึงได้มาพบกับทุกท่านในวันนี้ เพราะข้าพเจ้าประสงค์จะบอกกล่าวต่อท่านว่า

ในฐานะสมุหนายก และเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าทุกคนในรัฐบาลสหพันธรัฐ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

นี่คือส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่เปิดกว้างของเรา
ที่เราจะทำให้การตัดสินใจทางการเมืองโปร่งใส และอธิบายต่อประชาชน
ว่าเราจะสร้างการสื่อสารการลงมือทำของเราให้ดีที่สุดสุดกำลังของเรา
ให้ทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่ง มีความสัมพันธ์ร่วมกัน

ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างหนักแน่นว่า เราจะจัดการงานครั้งนี้ได้สำเร็จ
หากประชาชนทุกคน มองว่าเป็นหน้าที่ร่วมกันของพวกเรา
ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้ากล่าวย้ำอีกครั้งว่า

"นี่เป็นเรื่องจริงจัง โปรดได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้เช่นกัน"

นับแต่การรวมชาติเยอรมัน ไม่สิ นับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ไม่เคยมีความท้าทายใดจะคุกคามประเทศของเราได้มากขนาดนี้
ซึ่งทำให้เราต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง

ข้าพเจ้าขออธิบายสถานการณ์ของโรคระบาดในประเทศของเราในปัจจุบัน
และสิ่งที่รัฐบาลสหพันธ์และรัฐบาลแห่งแคว้นได้กำลังลงมือทำอยู่
เพื่อปกป้องทุกคนในชุมชนของเรา
เพื่อลดความเสียหายที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

แต่ข้าพเจ้าก็ยังอยากจะบอกต่อท่านถึงเหตุผล ว่าทำไมความช่วยเหลือของท่านจึงจำเป็น และบอกถึงสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันได้ในยามโรคระบาดเช่นนี้

ข้อมูลของข้าพเจ้าได้มาจากคำปรึกษาของรัฐบาลกลาง ร่วมกับสถาบันโรแบร์ต คอช นักวิทยาศาสตร์และนักไวรัสวิทยา

การวิจัยอย่างเข้มข้นกำลังดำเนินไปทั่วโลก แต่ในตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษาหรือวัคซีนที่จะต่อสู้กับโคโรน่าไวรัสนี้ได้ ดังนั้น ตราบที่ยังเป็นอย่างนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้ และเป็นแนวทางปฏิบัติของพวกเราทั้งหมด คือ

"การชะลอการระบาดของไวรัส"

เพื่อถ่วงเวลาให้ยาวนานข้ามวันเดือน และเอาชนะด้วยเวลา
เวลาที่วิทยาศาสตร์จะพัฒนายาและวัคซีน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลา
เวลาที่จะให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและหายดีมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เยอรมนีมีระบบการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม อาจจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดในโลก
ซึ่งนำความเชื่อมั่นมาให้เรา
แต่เมื่อโรงพยาบาลของเราเต็มล้น
หากในระยะเวลาอันสั้น ผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลมากเกินไป
ผู้ป่วยที่ติดเชื้ออย่างรุนแรง

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขสถิติ
แต่คือคุณพ่อ คุณปู่ คุณตา
คุณแม่ คุณย่า คุณยาย
คนรักของเรา
พวกเขาคือผู้คน
และเราคือชุมชนที่อยู่ร่วมกัน
ซึ่งทุกชีวิต ทุกคน มีคุณค่า มีความหมาย

ในโอกาสนี้ อันดับแรก ข้าพเจ้าอยากจะขอกล่าวถึง
เหล่าแพทย์ พยาบาล ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลและบุคลากรที่ทำงานสาธารณสุขทุกท่าน ผู้ยืนอยู่ในแนวหน้า พวกท่านได้พบกับผู้ป่วย พบความรุนแรงของการติดเชื้อ และเช้าวันรุ่งขึ้น พวกท่านก็ยังต้องไปทำงานอีก

สำหรับผู้คนแล้ว สิ่งที่ท่านทำนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ข้าำเจ้าขอขอบพระคุณจากใจจริง

เป้าหมายของเราคือ การถ่วงเวลาที่ไวรัสจะแพร่กระจายไปทั่วเยอรมนี
เราจึงจำเป็นต้องลดการใช้ชีวิตนอกบ้านให้มากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ให้ประเทศของเราดำเนินงานต่อไปได้

ทรัพยากรในการดำรงชีพ ต้องรับประกันว่าจะมีเพียงพอ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเป็นไปตามปกติให้มากที่สุด

แต่สิ่งใดที่จะเป็นภัยต่อผู้คนจำนวนมาก สิ่งที่จะก่อความเสียหายต่อบุคคลหรือชุมชน เราต้องลดลงตั้งแต่บัดนี้ เราต้องลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้ผู้อื่นให้เหลือน้อยที่สุด

ข้าพเจ้าทราบดีว่า มาตรการนี้ยากลำบากเพียงใด ไม่มีงานกิจกรรม ไม่มีงานออกร้านค้าขาย ไม่มีคอนเสิร์ต และในตอนนี้ ไม่มีการไปโรงเรียน ไม่มีการไปมหาวิทยาลัย ไม่มีการไปสถานอนุบาล ไม่มีการละเล่นในสนามเด็กเล่น ข้าพเจ้าทราบว่าการปิดทุกอย่างดังกล่าวมา ซึ่งรัฐบาลกลางและรัฐบาลแคว้นเห็นพ้องต้องกัน นั้นได้แทรกแซงชีวิตและความเป็นประชาธิปไตยของเรา

เป็นการจำกัดเสรีภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในสาธารณรัฐของเรา

แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันกับท่านทั้งหลายว่า
สำหรับข้าพเจ้าที่ได้ต่อสู้อย่างหนักหน่วงมายาวนาน เพื่อให้ได้เสรีภาพในการเดินทางและเคลื่อนย้ายถิ่นที่อยู่

การจำกัดสิทธินี้เป็นเพียงมาตรการในสถานการณ์จำเพาะอย่างยิ่ง
ในระบอบประชาธิปไตยที่เราไม่พึงกระทำการตามอำเภอใจ
และจะเป็นเพียงระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น
เพราะในเวลานี้ เป็นวิธีที่ขาดไม่ได้ในการรักษาชีวิตคน
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ การตรวจคนเข้าเมืองบริเวณพรมแดนและการจำกัดการเข้าเมืองจะมีผลบังคับใช้

สำหรับทางด้านเศรษฐกิจ บริษัทใหญ่และเล็ก ร้านค้า ร้านอาหาร คนทำงานอิสระ เป็นเรื่องยากลำบากที่จะดำเนินการต่อไป และในสัปดาห์หน้า จะยิ่งลำบากมากยิ่งขึ้น

ข้าพเจ้าขอรับรองว่า รัฐบาลของเราจะทำงานอย่างสุดกำลังเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาตำแหน่งงาน
เราสามารถและจะใช้ทุกสิ่งที่มีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจและคนทำงานในการทดสอบที่ยากลำบากนี้ และทุกคนจะมีอาหารอย่างเพียงพอในทุกเวลา หากชั้นวางสินค้าว่างเปล่าลง จะถูกเติมให้เต็ม

สำหรับผู้ที่กำลังซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การเก็บตุนเสบียงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การกักตุนไว้เป็นจำนวนมากนั้นไม่พึงเกิดขึ้น การกักตุนเกินต้องการนั้นไร้ประโยชน์ และเป็นสิ่งแสดงถึงการขาดจิตสำนึกร่วมอย่างร้ายแรง

และข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ เหล่าบุคคลที่ได้รับคำขอบคุณน้อยครั้งนัก
เหล่าผู้ที่นั่งอยู่หลังเครื่องเก็บเงินของร้านค้า
เหล่าผู้ที่เติมสินค้าให้ชั้นวางของ
พวกท่านได้ทำงานที่สำคัญและยากลำบากที่สุดงานหนึ่งในเวลานี้
ขอขอบพระคุณประชาชนทุกท่านที่ทำงานให้ร้านค้าทั้งหลายยังเปิดอยู่ได้

ต่อจากนี้เป็นเรื่องด่วนที่สุดสำหรับข้าพเจ้า
มาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลดำเนินการ ล้วนมีจุดประสงค์
หากเราไม่ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัส คือพวกเราทุกคน
เราทุกคนสามารถติดเชื้อไวรัสได้อย่างเท่าเทียมไม่แตกต่างกัน
ดังนั้นเราต้องช่วยกัน

อันดับแรก เราจึงต้องจริงจัง แต่ไม่ตื่นตระหนก
ไม่โทษกันเองว่าไม่ทำตามบทบาท เพราะทุกคนนั้นขาดไปไม่ได้
ทุกคนล้วนสำคัญ ต้องอาศัยความพยายามของพวกเราทุกคนไปพร้อมกัน
โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า เราอ่อนแอเปราะบางแค่ไหน
เราต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นมากเพียงใด

แต่ก็เป็นโอกาสให้เราป้องกันตัวเองและคุ้มครองผู้อื่น สร้างความเข้มแข็งร่วมกัน ทุกคนมีความสำคัญ

เราต้องไม่ถูกประณามว่ารับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสอย่างเฉื่อยชา เรามีวิธีแก้ไขรักษา แม้เราจะต้องเว้นระยะห่างระหว่างกัน

ข้อแนะนำของนักไวรัสวิทยานั้นชัดเจน
ไม่จับมือ
ล้างทำความสะอาดมืออย่างสม่ำเสมอ
อยู่ห่างกันอย่างน้อย 1.5 เมตร
งดเว้นการติดต่อกับผู้อาวุโส เพราะพวกท่านมีความเสี่ยงสูงสุด

ข้าพเจ้าทราบดีว่ามาตรการดังกล่าวนั้นยากลำบากยิ่งนัก
โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กดดัน เรายิ่งอยากอยู่ร่วมกันใกล้ชิด
อยากดูแลกันอย่างชิดใกล้
แต่ในเวลานี้ น่าเสียดายที่การทำตรงกันข้ามเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่า
เราจำเป็นต้องเข้าใจว่า ตอนนี้ การห่างไกลกันคือการแสดงความห่วงใย
การเยี่ยมเยือน การเดินทางที่ไม่จำเป็น ล้วนแล้วแต่อาจทำให้ติดเชื้อได้
และไม่ควรเกิดขึ้นในเวลานี้
และนี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า
ปู่ย่าตายายและหลานๆ ยังไม่ควรเจอกัน

ผู้ที่หลีกเลี่ยงการพบปะโดยไม่จำเป็น จะช่วยเหล่าผู้คนที่ยังทำงานในโรงพยาบาล ที่กำลังดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวัน นี่คือวิธีที่เราจะช่วยรักษาชีวิตคนได้

เป็นเรื่องยาก ที่จะไม่ทิ้งใครให้อยู่เพียงลำพัง ที่จะดูแลคนที่ต้องการความเอาใจใส่ดูแล ในฐานะครอบครัวและสังคม เราจะหาทางร่วมมือกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ในตอนนี้ได้มีวิธีการมากมายที่สร้างสรรค์ เพื่อต่อสู้กับไวรัสและผลกระทบทางสังคม
มีเหล่าหลานๆ ที่บบันทึกพ็อดแคสต์ส่งให้ปู่ย่าตายายของพวกเขาได้ฟัง ให้รู้ว่าพวกท่านไม่ได้อยู่ตามลำพัง

เราทุกคน จะหาทางแสดงความรักและมิตรภาพ สไกป์ โทรศัพท์ อีเมล หรือแม้แต่กลับมาเขียนจดหมายกันอีกครั้ง

จดหมายไปรษณีย์ทั้งหมดจะได้รับการส่งถึงอย่างแน่นอน

มีข่าวเล่าถึงการช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่สูงอายุ ซึ่งไม่สามารถออกไปซื้อของได้ด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าแน่ใจว่าจะมีมากยิ่งไปกว่านี้อีก!

เราจะแสดงให้เห็นว่า ในความเป็นสังคม เราจะไม่ทิ้งให้ใครอยู่เพียงลำพังคนเดียว

ข้าพเจ้าร้องขอต่อท่านว่า โปรดจงได้เคารพกฎที่กำลังจะออกมาต่อจากนี้
เรา ในฐานะรัฐบาล จะตรวจสอบแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเราจะทบทวนตอบสนองมาตรการต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้ในทุกเวลา และแน่นอนว่า เราจะอธิบายให้ทุกท่านรับทราบในทันที

ด้วยเหตุฉะนี้ ข้าพเจ้าจึงขอย้ำต่อท่านว่า "อย่าหลงเชื่อข่าวลือใดๆ!"
นอกจากข่าวสารจากทางการ ซึ่งเราจะแปลออกเป็นหลายภาษา

เราเป็นชาติประชาธิปไตย
เราไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างถูกบังคับ
แต่อยู่ได้โดยการแบ่งปันข้อมูลความรู้และความร่วมมือกัน

นี่คืองานชิ้นประวัติศาสตร์
และจะสำเร็จลงได้ด้วยการร่วมมือกัน

ข้าพเจ้ามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า
เราจะข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
แต่ด้วยผู้เสียหายจำนวนเท่าใด?
เราต้องเสียคนที่เรารักไปมากเท่าใด?
คำตอบนั้นอยู่ที่สองมือของเราลงมือทำ

ในตอนนี้ เราจะร่วมคิด ร่วมทำ ไปร่วมกัน
เราสามารถยินยอมรับข้อจำกัดต่างๆ แล้วเผชิญหน้าไปพร้อมกัน
สถานการณ์ตอนนี้หนักหนา แต่ก็ยังเปิดกว้าง
หมายความว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวินัยของทุกคนที่จะปฏิบัติตามกฎและดำเนินการให้สอดคล้องกัน

แม้ว่าเรายังไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่เราจะกระทำอย่างจริงใจและมีเหตุผล เพื่อที่จะรักษาชีวิตผู้คนไว้

โดยไม่มีข้อยกเว้น ขึ้นอยู่กับเราแต่ละคน และเราทุกๆ คน
ได้โปรดดูแลตัวเองและคนที่ท่านรัก

ข้าพเจ้าขอขอบคุณ

- อังเกลา แมร์เคิล, สมุหนายกแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
แถลงข่าวทางโทรทัศน์ต่อสาธารณชนเยอรมัน 19 มีนาคม 2020

ธีรภัทร เจริญสุข แปลจาก

https://www.youtube.com/watch?v=F9ei40nxKDc&feature=youtu.be&fbclid=IwAR0FJ144IhiYQSId4WEVr9tGuM-etR8KKoZJvmzvmsL99IrcQH2LXbC4RYw

2560/01/14

ถึงเวลาคนรุ่นใหม่ 2017

Leadership Trends 2017 "ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่"

เนื่องจากในปี 2017 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่มิติใหม่ที่สำคัญ 2 ประการคือ
(1) การเกิดการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต (Technology convergence) ที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้เกิดการพลิกผันทางเทคโนโลยี (Technology disruption)
(2) คนหนุ่มสาวยุค Millennial หรือ Generation Y และ Z ที่มีความคิดและวิธีการทำงานแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Generation X เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในองค์กร จึงทำให้การบริหารจัดการในทุกมิติต้องเปลี่ยนไป

ประการแรก ประเด็นการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังเข้ามาไล่ล่าผู้นำไม่ว่าจะเป็นการ shift ความเร็วของการรับส่งข้อมูลบน mobile จาก Mbps ไปสู่ Gbps, ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในระบบ Social media, Search engine และ Data Analytics จนมีความฉลาดอย่างมาก ไปจนถึงเทคโนโลยีเข้ารหัส Cryptography อย่างเช่น Blockchain เป็นต้น จนทำให้ผู้บริโภคมีพลังอำนาจสูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างถอนรากถอนโคน

ประการที่สอง ประเด็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ยุค Millennial (Gen Y ) และ Gen Z ที่มีความคิดแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Gen X กำลังเริ่มก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อองค์กรในปี 2017 อย่างชัดเจน รวมทั้งมีอิทธิพลในการร่วมเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital transformation) และมีกำลังซื้อมหาศาล จึงทำให้การบริหารจัดการในองค์กรและการวางแผนด้านการตลาดต้องถูกเปลี่ยนไป เพราะการวางรากฐานขององค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นการวางไว้โดย Baby boomers และ Gen X ซึ่งมีวิธีคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผู้เขียนได้ค้นคว้าบทวิเคราะห์จาก reference ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้นำควรดำเนินการในปี 2017 แล้วนำมาเชื่อมโยงกับประเด็น 2 ประเด็นสำคัญที่ตั้งไว้ จึงทำให้สามารถสรุป Leadership Trends ในปี 2017 ได้ 8 ข้อดังนี้

(1) ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น
ผู้นำองค์กรในปี 2017 ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรใน Gen Y ซึ่งถือว่าเป็น work force หลักขององค์กรในเวลานี้ ทั้งนี้เพราะพวกเขามีคุณลักษณะพิเศษที่แตกจากบุคลากร Gen X ที่เราเคยสัมผัสมาก่อนนี้ ผู้นำจึงควรเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงความแตกต่างและมองให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นกว่าบุคลากรในยุคก่อน ซึ่งหากผู้นำสามารถค้นหาศักยภาพที่มีค่าในตัวพวกเขา ก็จะทำให้องค์กรมีขีดความสามารถเหนือคู่แข่งในตลาดได้ไม่ยาก เพราะ Gen Y เหล่านี้เต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์และมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมาก

(2) มอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้องค์กรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในการตอบสนองพวกเขาแบบ realtime และเทคโนโลยีในปัจจุบันยังมีขีดความสามารถที่จะทำให้องค์กรสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการได้หลากหลาย และยังสามารถเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้ามาออกแบบสินค้าและบริการได้ตามที่ตัวเองต้องการ (personalization) ได้อีกด้วย โดยองค์กรในยุคนี้จะต้องเชื่อมกับลูกค้าเพื่อให้ข้อมูลและช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าการพยายามขายสินค้า เพราะในวันนี้เทคโนโลยีได้ทำให้ลูกค้ามีพลังอำนาจเหนือองค์กรแล้ว ซึ่งผู้นำขององค์กรจะได้รับความท้าทายในการที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการบริหารแบบเดิมๆ ซึ่งมุ่งเน้นแต่ยอดขาย โดยผลที่ได้ออกมากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

(3) สร้างการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย
ผู้นำองค์กรต้องดำรงขีดความสามารถในปี 2017 นี้ จะต้องนำทีมในรูปแบบการทำงานร่วมกัน (collaboration) ไม่ใช่การสั่งการ นั่นคือ รูปแบบการทำงานที่มี Y Generation มีส่วนร่วมมากขึ้น ผู้นำจะต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ โดยต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ทำงานเป็นเครือข่ายภายในทีม และยังต้องร่วมมือระหว่างทีมอีกด้วย การทำงานในรูปแบบตามสายงานตามลำดับชั้นนั้น เริ่มเป็นรูปแบบโบราณไปเสียแล้วสำหรับการทำงานในยุคนี้ และผู้นำจะต้องสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ให้เกิดขึ้น เช่น การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่าง freelance workers และ full-time workers ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทีมแบบ "more flexible teaming" และที่สำคัญรูปแบบการทำงานตัองไม่ยึดติดกับสถานที่และเวลา

(4) องค์กรต้องเตรียมการการพบกันระหว่าง Millennials (Gen Y) และ Gen Z
ในปี 2016 ถือว่าเป็นปีแรกที่ Gen Z ได้จบการศึกษาและเข้ามาร่วมทำงานในองค์กร และในปี 2017 นี้จะเป็นปีที่พวกเขาต้องทำงานอย่างเต็มที่ ส่วน Gen Y จะมีบทบาทในระดับบริหารองค์กร จึงทำให้ในปี 2017 เป็นปีแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงความแตกต่างทางความคิดของบุคลากรทั้ง 3 รุ่นคน (X Y Z) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีความแตกต่างด้านอายุและด้านความคิดอย่างมาก ดังนั้นผู้นำองค์กร จะต้องเข้าใจถึงความต้องการของบุคลากรทั้งสามรุ่น รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้าง momentum ให้เกิดขึ้นในองค์กรอีกด้วย

(5) ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่
องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างใหม่ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของบุคลากรใน generation ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ไปจนถึงผู้บริโภคที่จะมีพลังในการหาข้อมูลข่าวสารความรู้ พร้อมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งทำให้องค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแพลทฟอร์ม (Digital platform transformation) ที่ตอบสนองแบบ realtime ได้อีกต่อไป โดยอยู่บนพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย

(6) ใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำจะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จขององค์กร
ผู้นำไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี Data analytics ได้อีกต่อไป เพราะเครื่องมือชนิดนี้มีอยู่จริงในตลาด ซึ่งนำมาใช้เพื่อการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการจำลองพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกมิติในรูปแบบโมเดลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical medel) และสามารถมอร์นิเตอร์พฤติกรรมผู้บริโภคได้เกือบ realtime โดยผู้นำองค์กรจะต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ที่จะให้ทั่วทั้งองค์กรตัดสินใจและทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน mobile digital platform ที่ใช้ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่แท้จริงเป็นหลัก ด้วยการใช้ดุลยพินิจให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการตัดสินใจ

(7) ตรวจสอบสัญญาณและผลกระทบจากการพลิกผันของเทคโนโลยี (Technology disruption) อย่างสม่ำเสมอ
ความเข้าใจในระบบนิเวศดิจิทัล (Digital ecosystem) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำในยุค Disruption เพราะหากขาดวิสัยทัศน์ มองภาพการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วไม่ออก ก็อาจจะนำพาองค์กรไปสู่หายนะในที่สุด ความประมาทของผู้นำและผู้บริหารที่มองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ อย่างไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ก็สามารถทำให้องค์กรล่มสลายและหายไปจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งองค์กรที่มีอำนาจรุ่งเรืองมานานก็จะยิ่งทำให้ผู้นำตกอยู่ในความภาคภูมิใจ จนไม่เชื่อว่าจะมีใครมาท้าทายได้ ผู้นำจึงควรตรวจสอบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านการพลิกผันของเทคโนโลยีทั้งในอุตสาหกรรมของตนเองและอุตสาหกรรมข้างเคียงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด

(8) ผู้นำในปี 2017 ต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
"CEO จะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง" มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงแก่บุคลากร ริเริ่มการกระจายอำนาจ ริเริ่มการทดลองทดสอบโครงการใหม่ๆ สร้างให้เกิดความร่วมมือ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นประโยชน์สูงสุด และมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ โดยองค์กรที่มี "ความเป็นผู้นำดิจิทัล" ที่ประสบความสำเร็จในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น "วัฒนธรรมองค์กร" คือกุญแจแห่งความสำเร็จ และความสำเร็จดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้กันทั่วทั้งองค์กร ไปจนถึงการร่วมมือกันในการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ร่วมกันนั่นเอง ผลจากการสร้างสรรค์ความรู้ จึงทำให้บุคลากรทุกคนไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และพร้อมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน

Reference
[1] http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000123999
[2] http://www.forbes.com/sites/jeffboss/2016/12/20/be-better-prepared-for-2017-with-these-8-leadership-trend-projections/#50fe741f4b4d
[3] https://www.humancapitalgroupinc.com/blog/10-workplace-trends-youll-see-2017/
[4] https://www.fastcompany.com/3066670/innovation-agents/10-ceos-share-their-leadership-goals-for-2017
[5] http://cherylcran.com/2016/12/4-leadership-trends-2017-ready/
[6] http://www.businessrevieweurope.eu/leadership/1179/3-key-business-trends-to-watch-in-2017
[7] http://highperformancemanager.com/leadership-trends-for-2017/
[8] https://hbr.org/2016/01/a-10-year-study-reveals-what-great-executives-know-and-do
[9] https://hbr.org/2016/10/organizations-cant-change-if-leaders-cant-change-with-them
[10] https://hbr.org/2016/12/the-5-skills-that-innovative-leaders-have-in-common
----------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
www.เศรษฐพงค์.com
1 มกราคม 2560

2555/07/31

กฎแห่งการเสนอแนะตนเอง


กฎแห่งการเสนอแนะตนเอง
ที่สามารถผลักดันผู้ที่เชื่อมั่นและศรัทธา ดังบทกวีที่อธิบายได้ดังต่อไปนี้

หากเจ้า คิด ว่าเจ้าแพ้ เจ้าก็แพ้
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าไม่กล้า เจ้าก็ไม่กล้า
หากเจ้าอยากชนะ แต่เจ้า คิด ว่าเจ้าไม่สามารถ
ก็แทบจะแน่นอนเลยว่าเจ้าจะไม่ชนะ
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าจะปราชัย เจ้าก็จะปราชัย
เพราะเราพบว่าบนโลกใบนี้

ความสำเร็จ เริ่มต้นจากความตั้งใจแน่วแน่ของคนผู้นั้น
ทั้งหมดล้วนอยู่ใน ความคิด
หากเจ้า คิด ว่าเจ้าเหนือกว่า เจ้าก็จะเหนือกว่า
เจ้าจะต้อง คิด สูงเพื่อจะขึ้นสูง
เจ้าจะต้อง แน่ใจ ในตัวเจ้าก่อน ที่เจ้าจะชนะรางวัลใดๆ
ในสงครามแห่งชีวิต
ผู้ที่แข็งแรงกว่า หรือเร็วกว่าไม่ชนะเสมอไป
ไม่ช้า หรือเร็ว ผู้ที่จะชนะก็คือ
ผู้ที่ คิดว่าเขาสามารถจะชนะ

by 
"นโปเลียน ฮิลล์"
"Napoleon Hill"

2552/03/11

Lawrence Kohberg กระบวนการพัฒนาการของคุณธรรมหรือศีลธรรม



ลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohberg) นักจิตวิทยาสังคม แบ่งระดับกระบวนการพัฒนาการของคุณธรรมหรือศีลธรรม ไว้ทั้งหมด 3 ระดับ รวม 6 ขั้นตอน ดังนี้
ระดับที่ 1 เริ่มแรกแห่งคุณธรรม (Perconventional morality Stage) ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ
ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนแห่งการพึ่งพา (Heteronomous Stage) เริ่มจากความต้องการส่วนตัวของปัจเจกบุคคลมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม การกระทำที่ถูกต้องคือ การกระทำที่ได้รับความชื่นชม ส่วนการกระทำที่ผิดก็คือการกระทำที่ทำให้ถูกลงโทษ เปรียบเสมือนข้าพเจ้าในวัยเด็กที่ได้ช่วยขายของก็มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตน โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของร้านค้าที่หากข้าพเจ้าขายสินค้าราคาแพงก็จะทำให้ข้าพเจ้าได้กำไรมากในครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว แต่ร้านค้าอาจจะต้องเสียลูกค้าไปหนึ่งคนก็ได้
ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนแห่งอัตนิยมและหวังผลตอบแทน (The Stage of Individualism and Instrumental Purpose and Exchange) ยังอยู่บนความต้องการส่วนตนมากกว่าส่วนรวม แต่มีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาหากมีความขัดแย้ง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ตนเองต้องการ

ระดับที่ 2 ยึดคุณธรรมตามประเพณีนิยม (Conventional Morality Stage)
เป็นตัวเราเองที่เป็นผู้มีส่วนรวมในการกำหนดกฎ ระเบียบเพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม โดยมีการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการหรือความสนใจจากผู้อื่น ซึ่งแบ่งเป็นอีก 2 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนแห่งความคาดหวังและความสัมพันธ์ (The Stage of Multure Interpersonal Expectation, Relationship and Interpersonal Conformity) เป็นการแสดงออกในการกระทำ เพื่อผู้อื่น และเป็นการกระทำที่ถูกต้อง โดยยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจิตใจมากกว่าทางร่างกาย
ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนแห่งระบบสังคมและมโนธรรม (The Social System and Conscience Stage) ตั้งอยู่บนรากฐานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นเป็นหลัก และแก่สังคมโดยรวม แสดงพฤติกรรมเพื่อความดีของสังคม ทำตามระเบียบ แม้ว่าบางครั้งจะไม่เป็นเห็นด้วยกับกฎหมายบางฉบับก็ตาม เป็นการทำตามหน้าที่ สิทธิที่พึงมีของบุคคล
ข้าพเจ้าอยู่ในระดับที่ 2 ที่ยังมีความคาดหวัง และมีมโนธรรมในการดำรงชีวิต เหตุการณ์หลายๆ ครั้งในชีวิตมักจะเป็นดังตัวอย่างของเหตุผลในขั้นตอนนี้ กล่าวคือ “ฉันจะไปกับเธอ เพราะว่าฉันต้องการให้เธอชอบฉัน” ในบางครั้งของกิจกรรมนอกเวลางาน ข้าพเจ้ามักจะมีความคิดว่าถ้าเราไปร่วมงานหรือไปกิจกรรมนี้แล้ว คนจัดงานหรือคนที่ทำงานด้วยต้องแสดงไมตรีจิต หรือสามารถให้ความช่วยเหลือข้าพเจ้าได้ในอนาคต ซึ่งก็สอดคล้องกับขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนแห่งความคาดหวังและความสัมพันธ์ ในบางช่วงเวลา การที่เราทำตามคำสั่งที่เจ้านายบอก หรือทำตามกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน นั้นก็เป็นเพราะชีวิตของมนุษย์ต้องการความสงบ ความเป็นระเบียบเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์

ระดับที่ 3 ยึดคุณธรรมด้วยจิตวิญญาณ (Postconventional Morality Stage)
เป็นตัวเราเองที่ยังยึดถือในกฎเกณฑ์ความถูกผิดของสังคมซึ่งมีไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่มองไปที่คุณค่าพื้นฐานความเป็นมนุษย์สูงสุด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ
ขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนแห่งสัญญาสังคม (The Stage of Social Contract or Utility and of Individual Rights Stage) เป็นการรักษาและปกป้องประโยชน์หรือคุณค่าโดยรวมของสังคม
ขั้นตอนที่ 6 ขั้นตอนแห่งหลักจริยธรรมสากล (The Stage of Universal Ethical Principles Stage) เป็นการมุ่งเน้นการกระทำที่ถูกต้องตามศีลธรรมที่เป็นสากล เช่น กฎทองคำ “ปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่เราต้องการได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นเช่นกัน”

เมื่อเทียบกับทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการของ Maslow แล้วชีวิตของข้าพเจ้าจะอยู่ในช่วงขั้นตอนที่ 4 คือ ความต้องการความนับถือ เนื่องจากในช่วงชีวิตที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานขั้นที่ 1 คือความต้องการทางกาย เมื่อหิวข้าพเจ้าก็หาของกินมาได้ และตอบสนองได้อย่างพอเพียงจนบางครั้ง อาจจะมากไปเสียด้วยซ้ำ ทำให้ร่างกายมีน้ำหนักที่เกินมาตรฐานอยู่สักเล็กน้อย
ความต้องการขั้นที่ 2 คือ ความต้องการความปลอดภัย มีงานทำมีสวัสดิการที่ดี และได้รับความคุ้มครองเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออุบัติเหตุ ด้วยการซื้อประกันชีวิตในระดับที่ข้าพเจ้าสามารถชำระได้อย่างพอดี
ความต้องการขั้นที่ 3 คือ ความต้องการความรัก อยู่ในบ้านและอยู่ในที่ทำงานก็แสดงความรักต่อผู้อื่น คล้ายกับกฎทองคำ “ปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่เราต้องการได้รับการปฏิบัติจากผู้อื่นเช่นกัน” เช่น เมื่อเราต้องการคุยกับเขา หรือทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงาน เราก็จะต้องไปคุยกับเขาก่อน หรือยิ้มกับเขาก่อน แล้วนั้นก็จะทำให้เราได้รู้จักหรือร่วมงานกันเป็นอย่างดีต่อไปในอนาคต แต่ก็เป็นเพียงแค่บางครั้งที่ข้าพเจ้าสามารถทำได้เช่นนี้ เพราะในความคิดของข้าพเจ้านั้นเป็นการยากที่เราจะสามารถเป็นหรืออยู่ในขั้นที่ 6 ของทฤษฎี Kohlberg ได้ตลอดเวลา เพราะว่าคนเรามักมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะนำมากล่าวอ้างได้
แต่หากพวกเรา หรือคนที่อยู่ในสังคมมีความมุ่งหวังที่จะดำเนินชีวิตก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 5 หรือขั้นที่ 6 ของทฤษฎี Kohlberg แล้วก็จะทำให้สังคมนั้นมีความสุข และมีความสงบได้ คงไม่มากก็น้อยที่ชีวิตของเราจะสามารถดำเนินต่อไปได้ในสังคมทุกวันนี้

กลับมากล่าวถึง ขั้นตอนที่ 4 คือ ความต้องการความนับถือ ในชีวิตของข้าพเจ้านั้นจะเป็นในมุมมองของความต้องการความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน มากกว่าการนับถือ ถึงแม้ว่าในช่วงชีวิตการทำงานของข้าพเจ้าจะเป็นพนักงานและก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดการแผนกฯ แต่แล้วด้วยความที่ข้าพเจ้ามีความต้องการความสำเร็จที่จะเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจลาออก และออกมาทำธุรกิจกับเพื่อนๆ ซึ่งขณะนั้นก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะเป็นเจ้าของบริษัทฯ อะไรใหญ่โต หรือร่ำรวยเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการในข้อนี้เท่านั้น คือความสำเร็จที่ข้าพเจ้าจะได้เป็นเจ้าของบริษัทฯ หรือมีธุรกิจเป็นของตนเอง โดยที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทฯ แต่หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ลงมือทำกิจการของตนเอง ลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทำทุกอย่างทั้งหมดเพื่อให้บริษัทฯ สามารถมียอดขาย และมีรายได้เข้าบริษัทฯ แต่ทว่าภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ มีความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ และประสบภาวการณ์ขาดทุน แต่พวกเราก็พยายามปรึกษาหารือ วิ่งหาทุนมาเพิ่มเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ พวกเราที่เป็นหุ้นส่วนกันถึงแม้จะมีความเห็นแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับแตกแยก เพราะถือว่าเป็นการตัดสินใจร่วมกันตั้งแต่ต้นที่พวกเราจะออกมาทำธุรกิจเป็นของตนเอง
จนในที่สุดภาวการณ์อันเลวร้ายต่างๆ ทำให้พวกเราตัดสินใจปิดกิจการ ซึ่งเป็น SMEs หนึ่งในหลายร้อย SMEs ที่ต้องปิดกิจการในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทั้งน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง การเมืองภายในไม่สงบ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ก็ได้แยกย้ายกันไปประกอบอาชีพลูกจ้าง หรือพนักงานตามบริษัทต่างๆ ซึ่งก็ทำให้แต่ละคนมีชีวิตอยู่ และข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสกลับมาพัฒนาด้านจิตใจมากขึ้นอย่างที่กล่าวในข้อที่หนึ่งของบทเรียนนี้ เพราะว่าได้ห่างเหินมานานในช่วงชีวิตที่มัวแต่หมกหมุ่นอยู่กับการทำงานเพื่อดำรงชีพ และปัจจุบันพวกเราทุกคนก็สามารถครองชีพได้ในช่วงเศรษฐกิจขาลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนี้

สำหรับความต้องการขั้นสูงสุดของ Maslow ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย คือ ความต้องการเป็นคนที่สมบูรณ์ ในความคิดของข้าพเจ้าคิดว่าการเข้าสู่ขั้นนี้เป็นเรื่องที่ยากในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของสังคมเมือง แต่หากว่าคนใดที่มีความตั้งใจหรือมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี และจะทำให้สังคมนั้นน่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในระดับใด พนักงาน, ผู้บริหารระดับกลาง, ผู้บริหารระดับสูง, ข้าราชการ, นักการเมือง เป็นต้น

2552/02/24

ต้องอยู่ ด้วย "บุญ" ธุรกิจถึงจะ "ถาวร"




บริษัทในเครือบุญถาวรเซรามิค

ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และดำเนินการขยายกิจการจนมาถึงปัจจุบัน ผู้นำองค์กรนี้บริหารงานโดยอาศัยข้อมูลในอดีตมาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

ช่วงแรก ปี พ.ศ.2515 – 2525
เจ้าของธุรกิจผู้บุกเบิก บุญถาวร พื้นเพเป็นคนกรุงเทพ และครอบครัวทางกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างและปูนซิเมนต์ แถวมหาพฤฒธาราม ในช่วงปี พ.ศ.2521 ได้ย้ายธุรกิจครอบครัวไปที่บริเวณชานเมือง ถ.งามวงศ์วาน เพราะเล็งเห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวขึ้น และผู้คนมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการบ้านจัดสรรกำลังเป็นที่นิยม และกระจายออกไปชานเมืองมากขึ้น ประกอบกับการห้ามนำเข้าสุขภัณฑ์และกระเบื้องเซรามิคจากต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าสองประเภทนี้ค่อนข้างแพง และสามารถทำตลาดใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ พร้อมกับเริ่มพิจารณาตลาดค้าวัสดุในแนวใหม่ โดยมุ่งเน้นเฉพาะที่ กระเบื้องเซรามิคปูพื้น – บุผนัง และสุขภัณฑ์เซรามิค ช่วงที่ย้ายไปที่งามวงศ์วาน ได้ใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนโฉมหน้าร้านค้าสุขภัณฑ์ เพื่อตอบสนองลูกค้าเจ้าของบ้านซึ่งมาเลือกสรรวัสดุ และสุขภัณฑ์ด้วยตนเอง จึงได้เริ่มทำ ห้องน้ำตัวอย่าง (Mock-up Room) เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นภาพ เกิดจินตนาการสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถตัดสินใจเลือกสินค้าได้เหมาะสมกับความต้องการ และงบประมาณที่ลูกค้ามีอยู่ได้
โดยมีการอบรมพนักงานให้มีความรู้ ความชำนาญให้คำแนะนำและตอบข้อข้องใจต่างๆ ซึ่งขณะนั้นร้านอื่นๆ ยังคงให้เจ้าของร้านทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสการขาย และการรับรองลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ร้านค้าใหม่นี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนการจัดวางสินค้า ให้คล้ายกับห้างสรรพสินค้า และมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในร้าน ตลอดจนมีการจัดให้มีการโชว์สินค้าทุกยี่ห้อ ให้ลงสนามแข่งขันกันอย่างเสรี

ช่วงที่สอง ปี พ.ศ.2526-2535
ร้านที่งามวงศ์วานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจค้าเซรามิค สุขภัณฑ์นี้คึกคักขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เจ้าของธุรกิจได้มองหาทำเลใหม่ในการตั้งร้านค้าให้ใหญ่กว่าเดิม เนื่องจากที่เดิมนั้นเป็นตึกแถวไม่กี่คูหา ด้วยถือหลักในการบริหารว่า หากร้านจำหน่ายของดี มีคุณภาพ ราคาเหมาะสม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนลูกค้าก็จะยังติดตามไปใช้บริการ และแหล่งใหม่ก็คือ ถ.รัชดาภิเษก โดยมาเปิดกิจการในปี พ.ศ.2527 และมีการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนมีการออกแบบและปรับเปลี่ยนห้องน้ำตัวอย่างให้ลูกค้าได้ชม ทุก 3-4 เดือน ทำให้กการขายสินค้ามีจำนวนมากขึ้น ดังนั้น บุญถาวรจึงได้เริ่มนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการควบคุมปริมาณงาน และลดต้นทุน โดยเฉพาะช่วยในด้านการเช็คจำนวนสินค้าคงคลังควบคู่ไปกับระบบการจัดจำหน่าย พนักงานหน้าร้านสามารถเช็คสินค้าที่ลูกค้าต้องการที่มีอยู่ในคลังสินค้าได้อย่างถูกต้อง และระบบคอมพิวเตอร์นี้ยังช่วยในการออกใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีตามระบบการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างถูกต้อง เป็นเจ้าแรกของร้านค้าสุขภัณฑ์

ช่วงที่สาม ปี พ.ศ.2536-2545
จากสภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวรวดเร็วทำให้มีการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมกับเพื่อน และขยายสาขาออกไปเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเปิดที่ สาขารังสิต (พ.ศ.2537) , สาขาปิ่นเกล้า และบางนา (พ.ศ.2538) และสาขาธนบุรีปากท่อ (พ.ศ.2543)
ธุรกิจมีการขยายในแนวกว้าง และก็ย่อมมีการขยายในแนวลึก ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ กล่าวคือ ได้ขยายการลงทุนเปิดบริษัท ผลิตสินค้า และนำเข้ากระเบื้องเซรามิค จากต่างประเทศ หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการห้ามนำเข้า ทำให้มีบุญถาวร สามารถมีสินค้าที่มีความแตกต่าง และหลากหลายกว่าร้านค้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด
ในระยะเวลาที่มีการขยายงานและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบุญถาวร ทำให้การบริหารงานหลายอย่างปรับเปลี่ยน จากระบบการทำงานในรูปแบบครอบครัว ได้พัฒนาขึ้นเป็นการทำงานในรูปแบบของบริษัทอย่างเต็มตัว มีการกระจายอำนาจบริหารสู่มืออาชีพจากองค์กรภายนอก มีการแสวงหาบุคลากรที่มีความชำนาญ ความสามารถเฉพาะด้านมาร่วมงานด้วย

ช่วงที่สี่ ปี พ.ศ.2546- ปัจจุบัน
คณะผู้บริหารในองค์กรได้ปรับกลยุทธ์โดยการมุ่งเน้นพัฒนาคน พัฒนาองค์กรมากขึ้น โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านของการพัฒนาคน ได้แก่
ด้านความรู้-มีการจัดฝึกอบรมพนักงานเก่าในด้านการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เช่น การออกแบบ 3 มิติ เป็นต้น และจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานใหม่ได้ด้านความรู้สินค้าที่บุญถาวรจำหน่ายทั้งหมด
ด้านทักษะ-มุ่งเน้นในทักษะการขาย สำหรับพนักงานใหม่ๆ ที่เข้ามา โดยใช้ระบบพี่เลี้ยง และการฝึกอบรมเป็นเครื่องมือในการสอนทักษะเหล่านี้ สำหรับพนักงานสายวิชาชีพ เช่น สถาปนิก, มัณฑนากร ได้มีการจัดให้มีทักษะในการพูดคุยกับลูกค้า และรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด เพื่อให้การออกแบบนั้นสามารถเข้าถึง และเข้าใจลูกค้าได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้แบบห้องน้ำ ห้องครัว ที่ออกมานั้นสามารถขายได้ทันที
ด้านทัศนคติ-มีการอบรมและให้หัวหน้างานเป็นคนบอกกล่าว และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานระหว่างหน่วยงานอีกด้วย ตลอดจนเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับ ได้มีส่วนร่วมในการแสดงออก และสามารถแสดงความคิดเห็นในงานที่ตนเองปฏิบัติหรือรับผิดชอบอยู่ได้อย่างเต็มที่ เช่น โครงการ KAIZEN ที่ให้พนักงานในทุกระดับ ทุกฝ่าย ได้เสนอความคิดเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน หรือระบบในการทำงานที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ โดยมีการประกวดและนำความคิดเหล่านั้นมาปฏิบัติจริงต่อไป




วิสัยทัศน์ในอนาคตของบุญถาวร “เป็นผู้นำศูนย์การค้าเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์ของห้องน้ำ ห้องครัว ในระดับประเทศ” บริษัทฯ มีแผนการลงทุนขยายสาขา ออกไปในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่พัทยา, หัวหิน, เชียงใหม่, ภูเก็ต เป็นต้น และลงทุนด้านศูนย์กระจายสินค้า เพื่อให้การส่งสินค้าถึงมือลูกค้าด้วยความสะดวก รวดเร็ว และตรงตามเวลานัดหมาย อีกทั้งยังลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากร เพื่อนำไปสู่ความก้าวหน้าทางธุรกิจด้านนี้ของประเทศด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการไปสู่จุดหมายอันสูงสุด และต้องรับผิดชอบต่อสังคม พัฒนางานและคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ ให้สามารถให้บริการสังคมด้วยคุณภาพระดับมาตรฐานของบุญถาวร


2552/01/13

Bible พระคริสตคัมภีร์ แรงบันดาลใจ


หนังสือไบเบิ้ล หรือ พระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ผูกพันกับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ผมจำความได้ ตอนเด็กๆ ก็ได้เรียนคำสอน หรือ เรียนเรื่องราว ประวัติที่อยู่ในไบเบิ้ล เป็นคำสอนของพระเจ้า และที่สำคัญเป็นหนังสือบันทึกประวัติของพระเยซูเจ้าไว้อย่างครบถ้วน


หากจะพูดไปแล้วไบเบิ้ลนั้นมีแง่มุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านศาสนา ด้านเศรษฐกิจ และแต่ละมุมมองก็มีสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาพร้อมกับสามารถนำมาปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวันเลยทีเดียว


สื่อวิทยุ คลื่นกรีนเวฟ ที่ผมได้ฟังตั้งแต่คลื่นวิทยุนี้เปิดตัวเป็นครั้งแรก และก็ติดตามฟังอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้ว ที่คลื่นแห่งนี้หล่อหลอมคนฟังด้วยดนตรีแนวฟังสบายๆ ดนตรีไม่รุนแรง และบางครั้งก็มีแง่คิดดีๆ จากการจัดรายการพูดคุยกันในทุกเย็นวันศุกร์


ถึงแม้ในอดีตทางรายการจะมีโฆษณาเยอะมากๆ เพราะเป็นคลื่นติดอันดับหนึ่ง ทำให้มีบริษัทฯ ต่างๆ ให้ความสนใจเพื่อลงโฆษณา แต่ทางสถานีก็จำกัดจำนวนโฆษณาไว้ เพื่อไม่ให้มันมีมากเกินไป และอาจจะทำให้ผู้ฟังนั้นเลิกฟังคลื่นนี้เพราะโฆษณามากเกินไป ก็นับว่าผู้บริหารสถานีมีความใส่ใจ และสนใจผู้ฟังด้วยเช่นกัน ในความเห็นของผมคิดว่าการฟังเพลงสบายๆ ก็นับว่าเป็นการสร้างคุณธรรมขึ้นมาในจิตใจได้ในระดับหนึ่ง


2552/01/02

ความเป็นผู้นำของ บิล เกตส์

ความโดดเด่นผู้นำยุคใหม่ อย่างคุณบิล เกตส์ (Bill Gates) ซึ่งในวัยเด็กเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ และอ่านหนังสือหลากหลาย เช่น นวนิยายฝรั่งเศสเรื่องเจ้าชายน้อย เรื่องของศิลปินนักวิทยาศาสตร์อย่าง ลิโอนาร์โด ดาร์วินชี่ เป็นต้น เ มื่อเขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้ร่วมมือกับ พอล อัลเลน เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งคบกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยม เขียนต้นแบบภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกๆ
ในปี ค.ศ.1973 บิลล์ เกตส์ ผู้มีอายุเพียง 18 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย พร้อม พอล อัลเลน ไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ในปี ค.ศ.1975 ด้วยความเชื่อว่า “คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับทุกคนทั้งที่บ้านและที่ทำงาน” นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก
ไมโครซอฟต์เติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และประสบผลสำเร็จอย่างมาก เพราะเป็นบริษัทของคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าและสร้างสรรค์ ที่เน้นการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ และทำให้บริษัทเป็นบริษัทแห่งการเรียนรู้และแข่งขันตลอดเวลา จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดคือได้ร่วมกับทางบริษัท IBM และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS ได้เหมือนกัน ส่งผลมีคนใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น และทำให้บิลเกตส์ เป็นมหาเศรษฐี และประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่ม
ลักษณะของบิลเกตส์ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อาจจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้
๑. มีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ การได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมก่อตั้ง และสามารถสร้างผลงานที่เป็นผลสำเร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การ ตลอดจนส่งผลการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกอีกด้วย
๒. มีประสบการณ์หลากหลาย ศักยภาพในการทำงานสูง เวลาทำงานทุ่มเทจริงจัง ทำงานวันละหลายชั่วโมง และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเวลาเผชิญกับปัญหาโดยไม่ละทิ้ง ตลอดจนมีทักษะหลากหลาย เพื่อคิดนโยบาย หรือการบริหารเชิงรุก เมื่อภาวการณ์แข่งขันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ช่วงที่ยอดขายและกำไรของไมโครซอฟต์กำลังพุ่งแรง ในช่วงนั้นเกตส์ก็พลาดในเรื่องการมองไปข้างหน้า ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกอินเตอร์เน็ต แต่เขาก็เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานของเขาและพยายามปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเขายังมีนโยบายทางธุรกิจแบบรุกไปข้างหน้า แข่งขันแบบเอาชนะทุกวิถีทาง ทั้งการดัดแปลงความคิดของคนอื่น ผูกขาดครอบงำให้ผู้บริโภคต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทไมโครซอฟต์ขึ้นเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์
๓. สามารถแสดงความเป็นผู้นำที่ชัดเจน และประสบความสำเร็จแต่อายุยังน้อย เพียง 35 ปี บริษัทไมโครซอฟต์ ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ และมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
๔. มีบุคลิกภาพ กล้าคิด กล้าริเริ่ม หากวันนั้นบิล เกตส์ ไม่กล้าที่จะลาออก หรือไม่กล้าที่จะคิดทำบริษัท ไมโครซอฟต์ เขาก็คงจะไม่มีวันนี้ อีกทั้งยังกล้าท้าทายกระบวนการแบบเก่าๆ อยากรู้อยากเห็น เปิดเผย ตรงไปตรงมา เพราะในยุคนั้น มีใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มอย่าง เกตส์จะกล้าต่อกรกับยักษ์ใหญ่ IBM ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น

2551/12/15

คุณสมบัติผู้นำ ตามแบบอย่างของท่านพระธรรมปิฎก

คุณสมบัติของผู้นำ ตามข้อเขียนของท่านพระธรรมมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) มีดังนี้

ก. ตนเองต้องเป็นคนดีและเป็นแบบอย่างที่ดีได้ โดยทำตัวเป็นแบบอย่าง มีความรู้ ความสามารถ หรือจูงใจให้สมาชิกทำตามที่ต้องการได้ คุณสมบัติประการสำคัญในข้อนี้ มักจะอ้างอิงถึงหลักสัปปุริสธรรม 7 ประการคือ
1. ธัมมัญญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้ความจริง รู้หลักการ รู้กฎเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมได้ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้จักหลักการที่จะทำ ให้เกิดผล รวมความว่า การบริหารจัดการในองค์กร ผู้บริหารจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รู้จักการวิเคราะห์ความจริงที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ อันว่า “ สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เป็นธรรมดา “ โดยพิจารณาหลักการและเกณฑ์แห่งเหตุผลมาบริหารจัดการองค์กร

2. อัตถัญญุตา (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเป็นผู้รู้จักผล หรือความมุ่งหมาย คือรู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้จักผลที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการกระทำตามหลัก หมายถึง การบริหารงานองค์กรให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ และรู้ถึงประโยชน์ของ องค์กรที่นำไปสู่ความมั่นคง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อองค์กร ในที่นี้ก็หมายถึงการมีแผนงานที่ดี การวางแผนที่วิเคราะห์ผลกระทบด้านต่าง ๆ

3. อัตตัญญุตา (Knowing Oneself) ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักเราว่าเรานั้น โดยฐานะภาวะเพศ ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมเป็นอย่างไร และเท่าใด แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้จักที่จะปรับปรุงต่อไป ในที่นี้หมายถึง รู้จักองค์กรที่เราบริหารเป็นอย่างดีว่ามีจุดด้อย จุดแข็งอย่างไร มีขีดความสามารถอย่างไร และรู้จักการปรับปรุงองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบ รวมทั้งการบริหาร ความแตกต่างที่จะทำให้องค์กรเป็นเลิศ มีประสิทธิภาพ และมั่นคงถาวร

4. มัตตัญญุตา (Moderation, Knowing how to be temperate) ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดีในการใช้จ่าย ในที่นี้หมายถึงการบริหารการเงิน หรือการขยายกิจการ ต้องพิจารณาให้รู้จักประมาณในความสามารถขององค์กร ขีดความสามารถขององค์กร ขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร รวมทั้งการแข่งขั้นที่รอบคอบและรู้จักประมาณขีดความสามารถขององค์กร

5. กาลัญญุตา (Knowing the Propertime) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลา อันเหมาะสม และระยะเวลาในการประกอบกิจ ในที่นี้หมายถึง การบริหารจัดการ จะต้องมีความเข้าใจถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การสร้างโอกาสขององค์กรจะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ ว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร อะไรควรงด อะไรควรกระทำ เวลาใดควรขยายกิจการ หรือช่วงเวลาใดที่จะบริหารองค์กรให้ประสบผลสำเร็จต่อองค์กรมากที่สุด

6. ปริสัญญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความเป็นผู้รู้จัก ชุมชน คือ รู้กริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร การบริหารจัดการ จำเป็นต้อง ปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตร และคู่แข่ง การสร้างสรร หรือการประสานงานกับชุมชน หรือกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อองค์กร ก็คือเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา เป็นการบริหารจัดการที่สร้างความสัมพันธ์ด้วยเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อชุมชน หรือสาธารณะชน จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

7. ปุคคลัญญุตา (Knowing the individual, Knowing the different individuals) ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือ รู้จักความแตกต่างของบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม ตลอดถึงรู้ในความสามารถของบุคคล และใช้มอบงานที่เหมาะสมให้การบริหารจัดการในการรู้บุคคล เปรียบเสมือนการพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องมีการพัฒนา และบริหารบุคคลในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถ และภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้แก่ บุคลากรในองค์กร รวมถึงการทำงานเป็นหมู่คณะ การติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ ด้วยความเป็นมิตรไมตรี รวมทั้งมีความจริงใจต่อกัน

ข. มีกัลยาณมิตร มีที่ปรึกษาที่ดี ทั้งนี้ เพราะผู้นำต้องนำบุคคลอื่น ผู้นำไม่สามารถทำอะไรโดยลำพังคนเดียว จึงต้องมีผู้ร่วมงานหรือมีทีมงานที่ดี มีความรู้ความสามารถ และต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นอยู่เสมอ ตลอดจนก็ต้องแสวงหาความรู้อยู่เสมอ

ค. ต้องมองกว้างไกล ไม่ได้มองแต่เพียงในองค์กรหรือในชุมชนและสังคม ของตนเอง แต่มองให้ครบถ้วน มองหาสาเหตุและปัจจัยที่จะกระทบกับองค์กร ชุมชนและสังคมของตน องค์กรชุมชนและสังคมควรปฏิบัติอย่างไร รับมืออย่างไร หรือมีวิธีการที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ นั้นอย่างไร พร้อมทั้งมีส่วนร่วมเกื้อหนุนหรือปรับแก้สถานการณ์ไม่ให้ถูกครอบงำ หรือล้าหลังการเปลี่ยนแปลง

ง. คิดไกล คิดในเชิงเหตุปัจจัย ทั้งมองไปข้างหลังและก้าวไปข้างหน้า คือปัจจุบันเป็นตัวตั้ง แล้วใช้ปัญญาสาวไปหาเหตุปัจจัยในอดีต ย้อนตามไปในอนาคตให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้เพราะเหตุไร เป็นมาอย่างไร แล้วก็มองไปในอนาคตว่าจะมีผลเป็นอย่างไรสามารถวางแผนเตรียมการเพื่ออนาคตให้บรรลุจุหมาย จ. ใฝ่สูง คือใฝ่ปรารถนาจุดหมายที่สูงส่ง คือความดีความงามของชีวิต ความดีความงามของสังคม ความเจริญก้าวหน้า มีสันติสุขของมวลมนุษย์ ไม่ใช่มัวปรารถนาหรือใฝ่ในลาภยศสรรเสริญเยินยอ หรือประโยชน์ส่วนตน

2551/12/10

บทบาทของผู้นำกับการปรับเปลี่ยนและพัฒนาองค์กร



ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน ร้านขายวัสดุก่อสร้างประเภท 3 ที่เน้นขายพวกเครื่องสุขภัณฑ์ และกระเบื้องปูพื้น บุผนัง ยังเป็นร้านค้าแบบดั้งเดิม ที่มีกองทราย กองกระเบื้องวางเกะกะอยู่เต็มร้าน ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากนัก และไม่มีความสะดวกสบายเท่าไร ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มช่าง ผู้รับเหมา ที่จะเข้ามาติดต่อซื้อขาย ไม่มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคสุดท้าย (End User)

ผู้นำของร้านค้าแห่งนี้ หรือเรียกกันในสมัยนั้นว่า “เถ้าแก่” ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ด้วยการพัฒนาร้านค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม เริ่มตั้งแต่ปรับบริเวณด้านหน้าของร้านค้าให้สะอาดเรียบร้อย ไม่มีของเกะกะเต็มหน้าร้าน ให้มีตัวอย่างห้องเสมือนจริง (Mock up) ด้วยการติดกระเบื้อง ตั้งวางสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า ในแต่ละห้องให้ลูกค้าได้เข้ามาเลือกสินค้า และเห็นภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้วนำไปติดตั้งตามแบบนี้ ก็จะได้ห้องน้ำที่ตนเองต้องการ และติดตั้งระบบปรับอากาศทั้งร้าน เพื่อให้ลูกค้า หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้ามีความสะดวกสบายมากขึ้น พร้อมทั้งสอนพนักงานขายให้มีความสนใจลูกค้าที่เดินเข้ามาดูสินค้าอีกด้วย

ในยุคสมัยนั้นการเปลี่ยนแปลงของร้านนี้ ได้รับการพูดถึงหรือกล่าวขานกันในวงการค้าปลีกสมัยนั้น ว่า “ร้านจะไปไหวเหรอ ติดแอร์ ลงทุนไปตั้งมากมาย จะขายได้จริงเหรอ” แต่ผู้นำร้านก็ไม่สนใจและพยายามทำธุรกิจแม้ว่าจะมีปัญหาบ้างแต่ก็แก้ไข และฟันฝ่าอุปสรรค จนทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และพร้อมที่จะพัฒนาหรือเพิ่มสาขามากขึ้น โดยการลงทุนเพิ่มกับเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งนับว่าเป็นกัลยาณมิตรของเถ้าแก่มาตั้งแต่สมัยเรียน และเติบโตขึ้นมาก็ได้มีโอกาสทำธุรกิจร่วมกันในการขยายสาขาขึ้นมาอีก 4 สาขา ตามมุมเมืองของกรุงเทพมหานคร เป็นการวางตำแหน่งสาขา เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง ที่จะต้องขยายออกไปยังชานเมืองมากขึ้น นับว่าผู้นำในองค์กรนี้มีวิสัยทัศน์ในการเลือกตำแหน่งสาขาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันนี้บริเวณที่ตั้งของสาขาต่างๆ นั้นประกอบไปด้วย หมู่บ้าน และ ชุมชนใหม่ๆ เกิดขึ้นสร้างความคึกคักและความเจริญขึ้นมาอีกมากมาย
ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เป็นการปรับเปลี่ยนองค์กรทั้งระบบ เปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร จากเดิมที่ใช้กระดาษ และเครื่องคิดเลข ทำให้ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการประสานงานขาย และสั่งซื้อสินค้า ในช่วงแรกที่นำมาใช้นั้นสร้างความวุ่นวายให้กับคนในองค์กรเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิธีการทำงานของพนักงาน อีกทั้งยังต้องพัฒนาพนักงานให้สามารถรับเทคโนโลยีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวงการค้าวัสดุก่อสร้างสุขภัณฑ์ กระเบื้อง นี้อีกอันหนึ่งก็คือ การปรับเปลี่ยนระบบการซื้อด้วยเงินเชื่อ มาเป็นการซื้อด้วยเงินสด หรือบัตรเครดิต จากเดิมสัดส่วนเงินเชื่อสูงถึงร้อยละ 80 แล้วก็ปรับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 30 ในช่วงแรกๆ ซึ่งในตอนแรกที่มีการปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ลูกค้าที่เป็นผู้รับเหมา หรือลูกค้าเก่าๆ ได้ต่อว่าและบอกว่าทำถูกหรือ ไม่กลัวลูกค้าหายหรือ?

แต่เวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการทำธุรกิจด้วยเงินสดนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปี 40 ทางร้านค้าก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระเงินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และทำให้ร้านค้าแห่งนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตราบจนทุกวันนี้

2551/02/19

CORE COMPETENCY


core competency is something that a firm can do well and that meets the following three conditions specified by Hamel and Prahalad (1990):


It provides customer benefits It is hard for competitors to imitate It can be leveraged widely to many products and markets. A core competency can take various forms, including technical/subject matter know how, a reliable process, and/or close relationships with customers and suppliers (Mascarenhas et al. 1998). It may also include product development or culture such as employee dedication. Modern business theories suggest that most activities that are not part of a company's core competency should be outsourced.


If a core competency yields a long term advantage to the company, it is said to be a sustainable competitive advantage.