แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ gen y แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ gen y แสดงบทความทั้งหมด

2560/01/14

ถึงเวลาคนรุ่นใหม่ 2017

Leadership Trends 2017 "ถึงเวลาของคนรุ่นใหม่"

เนื่องจากในปี 2017 เป็นปีที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่มิติใหม่ที่สำคัญ 2 ประการคือ
(1) การเกิดการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต (Technology convergence) ที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทำให้เกิดการพลิกผันทางเทคโนโลยี (Technology disruption)
(2) คนหนุ่มสาวยุค Millennial หรือ Generation Y และ Z ที่มีความคิดและวิธีการทำงานแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Generation X เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทในองค์กร จึงทำให้การบริหารจัดการในทุกมิติต้องเปลี่ยนไป

ประการแรก ประเด็นการหลอมรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งกำลังเข้ามาไล่ล่าผู้นำไม่ว่าจะเป็นการ shift ความเร็วของการรับส่งข้อมูลบน mobile จาก Mbps ไปสู่ Gbps, ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในระบบ Social media, Search engine และ Data Analytics จนมีความฉลาดอย่างมาก ไปจนถึงเทคโนโลยีเข้ารหัส Cryptography อย่างเช่น Blockchain เป็นต้น จนทำให้ผู้บริโภคมีพลังอำนาจสูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างถอนรากถอนโคน

ประการที่สอง ประเด็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ยุค Millennial (Gen Y ) และ Gen Z ที่มีความคิดแบบใหม่ที่แตกต่างจาก Gen X กำลังเริ่มก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อองค์กรในปี 2017 อย่างชัดเจน รวมทั้งมีอิทธิพลในการร่วมเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ดิจิทัล (Digital transformation) และมีกำลังซื้อมหาศาล จึงทำให้การบริหารจัดการในองค์กรและการวางแผนด้านการตลาดต้องถูกเปลี่ยนไป เพราะการวางรากฐานขององค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นการวางไว้โดย Baby boomers และ Gen X ซึ่งมีวิธีคิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ผู้เขียนได้ค้นคว้าบทวิเคราะห์จาก reference ต่างๆ ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้นำควรดำเนินการในปี 2017 แล้วนำมาเชื่อมโยงกับประเด็น 2 ประเด็นสำคัญที่ตั้งไว้ จึงทำให้สามารถสรุป Leadership Trends ในปี 2017 ได้ 8 ข้อดังนี้

(1) ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น
ผู้นำองค์กรในปี 2017 ต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรใน Gen Y ซึ่งถือว่าเป็น work force หลักขององค์กรในเวลานี้ ทั้งนี้เพราะพวกเขามีคุณลักษณะพิเศษที่แตกจากบุคลากร Gen X ที่เราเคยสัมผัสมาก่อนนี้ ผู้นำจึงควรเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงความแตกต่างและมองให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นกว่าบุคลากรในยุคก่อน ซึ่งหากผู้นำสามารถค้นหาศักยภาพที่มีค่าในตัวพวกเขา ก็จะทำให้องค์กรมีขีดความสามารถเหนือคู่แข่งในตลาดได้ไม่ยาก เพราะ Gen Y เหล่านี้เต็มไปด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์และมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมาก

(2) มอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้องค์กรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาสร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในการตอบสนองพวกเขาแบบ realtime และเทคโนโลยีในปัจจุบันยังมีขีดความสามารถที่จะทำให้องค์กรสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการได้หลากหลาย และยังสามารถเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้ามาออกแบบสินค้าและบริการได้ตามที่ตัวเองต้องการ (personalization) ได้อีกด้วย โดยองค์กรในยุคนี้จะต้องเชื่อมกับลูกค้าเพื่อให้ข้อมูลและช่วยเหลือลูกค้ามากกว่าการพยายามขายสินค้า เพราะในวันนี้เทคโนโลยีได้ทำให้ลูกค้ามีพลังอำนาจเหนือองค์กรแล้ว ซึ่งผู้นำขององค์กรจะได้รับความท้าทายในการที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการบริหารแบบเดิมๆ ซึ่งมุ่งเน้นแต่ยอดขาย โดยผลที่ได้ออกมากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

(3) สร้างการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย
ผู้นำองค์กรต้องดำรงขีดความสามารถในปี 2017 นี้ จะต้องนำทีมในรูปแบบการทำงานร่วมกัน (collaboration) ไม่ใช่การสั่งการ นั่นคือ รูปแบบการทำงานที่มี Y Generation มีส่วนร่วมมากขึ้น ผู้นำจะต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ โดยต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ทำงานเป็นเครือข่ายภายในทีม และยังต้องร่วมมือระหว่างทีมอีกด้วย การทำงานในรูปแบบตามสายงานตามลำดับชั้นนั้น เริ่มเป็นรูปแบบโบราณไปเสียแล้วสำหรับการทำงานในยุคนี้ และผู้นำจะต้องสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ให้เกิดขึ้น เช่น การทำงานเป็นทีมร่วมกันระหว่าง freelance workers และ full-time workers ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทีมแบบ "more flexible teaming" และที่สำคัญรูปแบบการทำงานตัองไม่ยึดติดกับสถานที่และเวลา

(4) องค์กรต้องเตรียมการการพบกันระหว่าง Millennials (Gen Y) และ Gen Z
ในปี 2016 ถือว่าเป็นปีแรกที่ Gen Z ได้จบการศึกษาและเข้ามาร่วมทำงานในองค์กร และในปี 2017 นี้จะเป็นปีที่พวกเขาต้องทำงานอย่างเต็มที่ ส่วน Gen Y จะมีบทบาทในระดับบริหารองค์กร จึงทำให้ในปี 2017 เป็นปีแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงความแตกต่างทางความคิดของบุคลากรทั้ง 3 รุ่นคน (X Y Z) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีความแตกต่างด้านอายุและด้านความคิดอย่างมาก ดังนั้นผู้นำองค์กร จะต้องเข้าใจถึงความต้องการของบุคลากรทั้งสามรุ่น รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้าง momentum ให้เกิดขึ้นในองค์กรอีกด้วย

(5) ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่
องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างใหม่ด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของบุคลากรใน generation ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ไปจนถึงผู้บริโภคที่จะมีพลังในการหาข้อมูลข่าวสารความรู้ พร้อมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งทำให้องค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแพลทฟอร์ม (Digital platform transformation) ที่ตอบสนองแบบ realtime ได้อีกต่อไป โดยอยู่บนพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในรูปแบบเครือข่าย

(6) ใช้เทคโนโลยีเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำจะเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จขององค์กร
ผู้นำไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยี Data analytics ได้อีกต่อไป เพราะเครื่องมือชนิดนี้มีอยู่จริงในตลาด ซึ่งนำมาใช้เพื่อการติดตามตรวจสอบสถานการณ์ต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยการจำลองพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกมิติในรูปแบบโมเดลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical medel) และสามารถมอร์นิเตอร์พฤติกรรมผู้บริโภคได้เกือบ realtime โดยผู้นำองค์กรจะต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ที่จะให้ทั่วทั้งองค์กรตัดสินใจและทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน mobile digital platform ที่ใช้ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่แท้จริงเป็นหลัก ด้วยการใช้ดุลยพินิจให้น้อยลง ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องแม่นยำในการตัดสินใจ

(7) ตรวจสอบสัญญาณและผลกระทบจากการพลิกผันของเทคโนโลยี (Technology disruption) อย่างสม่ำเสมอ
ความเข้าใจในระบบนิเวศดิจิทัล (Digital ecosystem) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำในยุค Disruption เพราะหากขาดวิสัยทัศน์ มองภาพการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วไม่ออก ก็อาจจะนำพาองค์กรไปสู่หายนะในที่สุด ความประมาทของผู้นำและผู้บริหารที่มองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ อย่างไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ ก็สามารถทำให้องค์กรล่มสลายและหายไปจากตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งองค์กรที่มีอำนาจรุ่งเรืองมานานก็จะยิ่งทำให้ผู้นำตกอยู่ในความภาคภูมิใจ จนไม่เชื่อว่าจะมีใครมาท้าทายได้ ผู้นำจึงควรตรวจสอบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงด้านการพลิกผันของเทคโนโลยีทั้งในอุตสาหกรรมของตนเองและอุตสาหกรรมข้างเคียงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิด

(8) ผู้นำในปี 2017 ต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
"CEO จะต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง" มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงแก่บุคลากร ริเริ่มการกระจายอำนาจ ริเริ่มการทดลองทดสอบโครงการใหม่ๆ สร้างให้เกิดความร่วมมือ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นประโยชน์สูงสุด และมีความรวดเร็วในการตัดสินใจ โดยองค์กรที่มี "ความเป็นผู้นำดิจิทัล" ที่ประสบความสำเร็จในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น "วัฒนธรรมองค์กร" คือกุญแจแห่งความสำเร็จ และความสำเร็จดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้กันทั่วทั้งองค์กร ไปจนถึงการร่วมมือกันในการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ร่วมกันนั่นเอง ผลจากการสร้างสรรค์ความรู้ จึงทำให้บุคลากรทุกคนไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และพร้อมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน

Reference
[1] http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000123999
[2] http://www.forbes.com/sites/jeffboss/2016/12/20/be-better-prepared-for-2017-with-these-8-leadership-trend-projections/#50fe741f4b4d
[3] https://www.humancapitalgroupinc.com/blog/10-workplace-trends-youll-see-2017/
[4] https://www.fastcompany.com/3066670/innovation-agents/10-ceos-share-their-leadership-goals-for-2017
[5] http://cherylcran.com/2016/12/4-leadership-trends-2017-ready/
[6] http://www.businessrevieweurope.eu/leadership/1179/3-key-business-trends-to-watch-in-2017
[7] http://highperformancemanager.com/leadership-trends-for-2017/
[8] https://hbr.org/2016/01/a-10-year-study-reveals-what-great-executives-know-and-do
[9] https://hbr.org/2016/10/organizations-cant-change-if-leaders-cant-change-with-them
[10] https://hbr.org/2016/12/the-5-skills-that-innovative-leaders-have-in-common
----------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
www.เศรษฐพงค์.com
1 มกราคม 2560

2559/12/01

การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ที่วาติกัน.. พูดถึง GEN Y ได้น่าคิดและนำไปปฏิบัติ

เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ การประชุมดีๆ ที่วาติกัน...
จึงขอนำมาลงในที่นี้..

การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ
Business Leaders an Agents of Economic and Social Inclusion
จัดที่ New Synod hall นครวาติกัน
ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2559
จัดโดยสมณกระทรวงยุติธรรมและสันติ และ Uniapac
(ชมรมนักธุรกิจคริสตชนระดับโลก)

การประชุมนี้เพื่อสนองตอบสมณสาร Evangelii Gaudium และ Laudato Si
โดยผู้เข้าร่วมการประชุม ประมาณ 450 คน จาก 41 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ พระสังฆราช และพระสงฆ์จานวนหนึ่ง

เนื้อหาหลัก ๆ สรุปได้ดังนี้
ธุรกิจ (การทำมาค้าขาย) เป็นกระแสเรียกที่สูงส่ง นำมาซึ่งการสร้างความมั่งมี (Wealth) พัฒนาโลกให้ดีขึ้นและสร้างอาณาจักรของพระเจ้า ประเด็นใหญ่คือ ต้องเสาะหาวิธีที่จะให้มนุษย์แต่ละคนได้ร่วมรับประโยชน์ เช่น กลุ่มต่างๆ ในสังคม และเศรษฐกิจที่ถูกละเลยจากระบบสวัสดิการและการพัฒนา เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนมีส่วนร่วม
การทำหน้าที่การงาน (Work) นั้น ต้องเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อความบริบูรณ์ในชีวิตของแต่ละคนและครอบครัว เพื่อธุรกิจหรือวิชาชีพ แต่ควรต้องมีความสมดุลระหว่างบริษัทใหญ่และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งระยะกลางและระยะยาว
การผลิตสินค้าที่ดีมีประโยชน์ มีกระบวนการผลิตและการบริหารงานที่ดี นำมาซึ่งความมั่นคั่งที่ดีและยุติธรรม เป็นความมั่งคั่งที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Common good)
ระบบทุนและการเงินต้องใช้สาหรับการสร้างเศรษฐกิจแท้ (โดยผลิตสินค้าและบริการ) และไม่ใช้เงินในการเก็งกำไร ต้องเน้น Impact Investing (หรือที่เรียกกันว่า Capital 2.0) คือ การลงทุนต้องวัดไม่แค่ผลตอบแทนการลงทุนจากเกณฑ์การเงิน (IRR) เท่านั้น แต่ต้องวัดผลตอบแทนแก่สังคมและผลตอบแทนต่อสิ่งแวดล้อมด้วย และดังนั้นเงินจึงมีความหมายที่ดี (ต่อชีวิตคริสตชน) และเมื่อเงินถูกใช้ไปในการสร้างสิ่งดี ๆ และพัฒนาความเจริญของโลก สุดท้ายก็จะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่ดี

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ที่เสนอในการประชุม
ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว (Work-Life balance) โอกาสในการทำงาน โอกาสที่พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรให้มีธรรมาภิบาล (Good governance)  โอกาสของสตรีในงานและการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน มีการพูดถึงเยาวชนรุ่นใหม่ (Gen Y) ซึ่งมักจะเปลี่ยนงานทุกๆ 2-3 ปี ซึ่งเป็นปัญหาของผู้จ้างงาน แต่จากการศึกษาพบว่า เยาวชนเหล่านี้ต้องการทำงานที่มีความหมายต่อสังคม เขาจะทำงานด้วยความมุ่งมั่น (Passion) ต้องการเป็นหุ้นส่วน และต้องการความใส่ใจ (Care for people) ซึ่งหากเข้าใจเขาดีพอ เขาจะเป็นผู้ร่วมงานที่มีคุณค่าอย่างมาก
ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เหนือความรับผิดชอบต่อสังคม (Beyond Corporate Social Responsibility) จำต้องเริ่มภายในจากทุกฝ่ายงานของบริษัท ที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social innovation) เพื่อวางแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติที่ชัดเจนที่จะให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดได้รับประโยชน์จากกิจการของบริษัท

ตัวอย่างที่ดีที่ได้นำมาแบ่งปันบางเรื่อง
  บริษัทขนส่ง (Logistic) ขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศสหรัฐอเมริกา รับคนพิการทุกประเภทเข้ามาทำงานมากถึง 1/3 ของพนักงานทั้งหมด  และเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและมีผลกำไรดี ทั้งนี้ผู้บริหารของบริษัทเชื่อในศักยภาพของคนทุกคน และสามารถปลุกจิตสานึกของพนักงานทุกคนให้ช่วยเพื่อนพนักงานให้ได้ดีที่สุด ซึ่งผลก็คือ ไม่เพียงแต่คนพิการสามารถทำงานได้ไม่แพ้คนปกติ นอกเหนือจากนั้นพนักงานรักกันและเอาใจใส่ต่อกันและกัน เป็นบริษัทที่ทุกคนมีความสุขในการทำงาน
 บริษัทจำหน่ายสุขภัณฑ์และเซรามิคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้ปรับการว่าจ้างพนักงานขนส่ง ให้เป็นผู้รับจ้างงาน โดยบริษัทจัดหารถขนส่ง วัสดุอุปกรณ์ รวมที่พักให้กับครอบครัว และผู้รับจ้างได้รับค่าจ้างมากน้อยตามงานที่ทำ นำครอบครัวมาช่วยงานได้ เป็นการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการตั้งวิทยาลัยอาชีวะทางด้านอาชีพเซรามิค โดยให้ลูกๆผู้รับจ้างงานและเยาวชนที่ขัดสนและสุ่มเสี่ยงต่อสภาพสังคมได้เรียนฝึกอาชีพโดยไม่คิดค่าเล่าเรียน มีที่พักให้ และนักศึกษายังสามารถรับจ้างงานในวันหยุด รวมทั้งจัดหางานให้ผู้จบการศึกษา เป็นการให้โอกาสอาชีพแก่เยาวชน และการฝึกอบรมเยาวชนให้เป็นคนมีคุณธรรม

ข้อคิดจากจิตตาภิบาลของ Uniapac
พระเยซูคริสตเจ้าได้นำมนุษย์ทุกคนให้คืนดีกับพระเจ้า (Reconcile)  พระองค์นำความรอดมาสู่มวลมนุษย์ และดังนั้นมนุษย์ต้องเจริญชีวิตตามแบบฉบับของพระองค์
การบริหารธุรกิจแบบทุกคนได้ประโยชน์ (Inclusive) เป็นเรื่องยากและเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรายังมีความคิด  และความสัมพันธ์ระดับเพื่อนมนุษย์ แต่เป็นไปได้เมื่อนักธุรกิจมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริง

ข้อเตือนใจจากพระสันตะปาปาฟรังซิส (เมื่อผู้เข้าประชุมเข้าเฝ้า)
 ธุรกิจต้องไม่สร้างขึ้นเพื่อหาเงิน ทำกำไร (Make money) แม้ว่าเงินหรือกำไรเป็นเครื่องมือทำให้ธุรกิจอยู่รอด ธุรกิจต้องสร้างขึ้นเพื่อรับใช้
 นักธุรกิจต้องทำให้กิจการส่งเสริมความดีส่วนรวม (Common good)

สรุปโดย :
คุณประจวบ ตรีนิกร
(ชมรมนักธุรกิจคาทอลิก)

2558/06/24

GEN Y, GEN X, GEN Z, GEN ME รู้ยังว่าเราเป็นใคร???

ครอบครัวของคุณ และตัวคุณเอง อยู่ในรุ่นไหนบ้าง
ลองมองรอบตัวและติดตามดูเองนะว่าเขาและเธอมีอุปนิสัยคล้ายกับข้อมูลต่อไปนี้หรือไม่

1. Lost Generation  
ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า "Lost Generation" เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนยุคนี้ก็คือ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1

2. Greatest Generation
Greatest Generation หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักของการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง
ผู้คนในยุคนั้นจะมีความเป็นทางการสูง ผู้ชายจะใส่สูทผูกเนคไทเมื่อออกจากบ้าน คนในสังคมจะมีแบบแผนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความคิด ความเห็น ความเชื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมั่นรัฐบาล อำนาจรัฐ มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองร่วมกัน

3. Silent Generation
หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น ผู้คนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องทำงานหนักในโรงงาน หามรุ่งหามค่ำ คนรุ่นนี้จึงมีความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนมาก มีความจงรักภักดีต่อนายจ้าง และประเทศชาติสูง เคารพกฎหมาย เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนในรุ่นนี้จึงได้รับโอกาสมากขึ้น มีช่องทางการสร้างกิจการของตัวเอง รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นรากฐานจนถึงปัจจุบันนี้

4. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)
เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง บ้านเมืองที่ผ่านการสู้รบได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชากรที่เหลืออยู่ในแต่ละประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็ง แกร่งมั่นคงอีกครั้ง แต่ทว่า...สงครามที่ผ่านพ้นไปก็ได้คร่ากำลังพล และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงขาดแรงงานในการขับเคลื่อน ประเทศ คนในยุคนั้นจึงมีค่านิยมที่จะต้องมีลูกหลาย ๆ คน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เบบี้บูมเมอร์" นั่นเอง
ปัจจุบันนี้ คนยุคเบบี้บูมเมอร์คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 49 ปีขึ้นไป และเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงานและองค์กรมาก สู้งาน พยายามคิดและทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นเจ้าคนนายคน ถูกครอบครัวสั่งสอนมาให้เป็นคนประหยัด อดออม จึงมีการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง คน ในยุคอื่น ๆ อาจจะมองคนยุคเบบี้บูมเมอร์ว่าเป็นพวก "อนุรักษนิยม" เป็นคนที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี แต่คนกลุ่มนี้ถือว่าน่าจะมีจำนวนมากที่สุดในสังคมปัจจุบันเลยทีเดียว
เหตุการณ์สำคัญที่คนในรุ่นนี้เคยประสบ หรือเคยได้ยินก็คือ ข่าวความสำเร็จของการส่งนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ข่าวการทำสงครามเวียดนาม เป็นต้น

5. เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)
หลัง จากยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้เด็กเกิดมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจึงกลับมานั่งคิดว่า หากไม่ควบคุมอัตราการเกิดไว้ สุดท้ายแล้วคนทั้งโลกก็จะขาดแคลนอาหาร ดังนั้น จึงเกิดเป็นยุค "เจเนอเร ชั่น เอ็กซ์" (Generation X) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Gen-X" ที่เป็นกระแสตีกลับจากยุคเบบี้บูมเมอร์ มีการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร อย่างเช่นในประเทศจีนก็มีการรณรงค์ให้คนมีลูกได้เพียง 1 คนเท่านั้น
คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า "ยับปี้" (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เพราะ เกิดมาพร้อมในยุคที่โลกมั่งคั่งแล้ว จึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และอาจทันดูทีวีจอขาวดำด้วย
ปัจจุบัน คนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปแล้ว พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work–life balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนา และ ไม่ได้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณีมากนัก เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นมองว่าการอยู่ก่อนแต่ง หรือการหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี เป็นอย่างยิ่ง

6. เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)
ถัดจากยุค Gen-X ก็คือ ยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ แต่ก็รับเอาความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตเข้ามาแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย
ยุคนี้จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้พ่อแม่ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วจะดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี เด็กยุคนี้จึงมักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ได้ในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยได้ มีการศึกษาดี มีลักษณะนิสัยชอบการแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่กรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย มีอิสระในความคิด กล้าซัก กล้าถามในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์ มีความเป็นสากลมาก มองว่าการนิยมชมชอบวัฒนธรรม หรือศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องธรรมดา
ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียน และวัยทำงาน และจากการที่ยุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการ ติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่น iPad ไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย แถมบางคนยังกินข้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยอีกต่างหาก
ในเรื่องการทำงาน คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วย งานอย่างไร และชอบทำงานเป็นทีม ต่างจากกลุ่ม Gen-X ที่ชอบวันแมนโชว์มากกว่า เพราะคนในวัย Gen-X จะถูกฝึกมาแบบนั้น ต่างจากวัย Gen-Y ที่เติบโตมาพร้อมกับการประชุม การระดมความคิดเห็น แต่ทว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยอดทนเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่นัก หวังที่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่อยากไต่เต้าจากการทำงานข้างล่างขึ้นไป คาดหวังในการทำงานสูง ต้องการคำชม กลุ่ม Gen-Y มักจะจัดสรรเวลาให้งานและชีวิตส่วนตัวในจุดที่สมดุลกัน พอหลังเลิกงานอาจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง เช่น ไปเล่นฟิตเนส ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับงานเหมือนกับคนรุ่นก่อน
นอกจากนี้ กลุ่ม Gen-Y จะเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีใจช่วยเหลือสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับพ่อแม่

7. เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)
Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรุ่น Gen-Z แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ เด็กรุ่นนี้จะ ได้เห็นภาพที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะมีพ่อออกไปทำงานคนเดียว ด้วยเหตุผลนี้ เด็ก Gen-Z หลาย ๆ คนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง

 เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีข่าวที่ฮือฮามากในนิตยสาร “TIME” ที่ทำสกู๊ปหน้าปกเรื่อง “ME ME ME Generation” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้นและยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง
     
       เนื้อหาเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ ที่อ้างข้อมูลของโจเอล สไตน์ จาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา) พบว่า คนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนในอเมริกาที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980-2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่ และกว่า 80% ของคนรุ่นนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการได้งานที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่
     
       คนรุ่นใหม่นั้นได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูภายใต้วัฒนธรรม “แค่เข้าร่วมก็ได้ประกาศนียบัตร” โดยไม่สนใจถึงประสิทธิผลหรือวิธีการหรือความสำคัญของการเข้าร่วม ซึ่งทำให้พวกเขามักคิดว่า หากทำงาน พวกเขาควรได้รับการโปรโมตเลื่อนขั้นทุกๆ สองปีโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาที่ผลงานหรือประสิทธิภาพ
       และจากข้อมูลดังกล่าว เขาเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation ME หรือกลุ่มที่มองตัวเองสำคัญที่สุด มองว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง หรืออีกคำที่เขาเรียกว่าเป็นกลุ่มหลงตัวเอง
แม้จะมีความพยายามในการวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่และส่วนสำคัญที่สุดก็คือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่มีส่วนอย่างมาก
     
แล้วเด็กแบบไหนกันที่มีแนวโน้มถูกเลี้ยงดูให้กลายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกเรียกว่า Generation ME !!

              ประการแรก ลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน
              ถ้าเปรียบเทียบกับการเลี้ยงดูของชาวจีนก็ประมาณว่าจักรพรรดิน้อย ที่พ่อแม่คอยพะเน้าพะนอ อยากได้อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะเล่น จะเที่ยว จะให้ลูกเป็นผู้กำหนดตั้งแต่เล็ก ยกให้ลูกเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะรักลูกอยากตามใจลูก โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้กำลังหล่อหลอมให้ลูกของเรากลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง และมองตัวเองสำคัญที่สุด ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น

              ประการที่สอง ลูกไม่เคยผิดหวัง
              สืบเนื่องมาจากการเป็นศูนย์กลางของบ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยขัด และตามใจมาโดยตลอด จึงมักตอบสนองในทุกเรื่อง แม้บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่น การที่ลูกอยากได้ของเล่นของคนอื่น พ่อแม่ก็จะต้องพยายามหาทางให้ลูกได้ของเล่นชิ้นนั้น ไปขอยืมมา หรือไม่ก็ต้องดิ้นรนหาซื้อของเล่นชิ้นใหม่จนได้ เป็นต้น

              ประการที่สาม ลูกไม่เคยแพ้
              ในที่นี้เป็นเรื่องการแข่งขันที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กที่ต้องชนะ ไม่ว่าจเะเป็นการเล่นเกม หรือการเรียนก็ตาม ยกตัวอย่าง พ่อแม่ที่เล่นกับลูก ถ้าเป็นเกมที่ต้องมีผู้แพ้ชนะ พ่อแม่มักยอมให้ลูกเป็นฝ่ายชนะตลอด เวลาลูกแพ้ ลูกมักร้องไห้หรืออารมณ์เสีย แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักการแพ้ชนะอย่างเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามกฎกติกา และให้เขาได้รู้จักการจัดการกับอารมณ์นั้น แต่พ่อแม่มักอ้างว่ารักลูก กลัวว่าลูกเสียใจก็เลยยอมแพ้ลูกตลอด จนเมื่อลูกต้องไปมีสังคมของเขาเอง เมื่อเขาแพ้ก็จะรู้สึกทนไม่ได้ ไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย หรือบางทีก็กลายเป็นโกรธผู้นั้นไปเลย

            ประการที่สี่ ลูกไม่เคยลำบาก
             ข้อนี้มักเกิดกับกลุ่มพ่อแม่ชนชั้นกลางขึ้นไป ที่ไม่อยากให้ลูกลำบาก ยิ่งถ้าเป็นพ่อแม่ที่เคยผ่านความลำบากมาแล้ว ก็เลยมีความคิดว่าไม่อยากให้ลูกลำบากอีกต่อไป ซึ่งเป็นความคิดและความเข้าใจที่ผิด เพราะความลำบากจะทำให้ลูกมีภูมิต้านทานชีวิตที่ดี

          ประการที่ห้า ลูกไม่เคยแก้ปัญหา
            พ่อแม่จัดการแก้ปัญหาให้ลูกหมด เพราะคิดว่าลูกยังเด็ก ลูกคงแก้ปัญหาเองไม่ได้หรอก ทั้งที่บางเรื่องเป็นเรื่องเล็กๆ และเป็นเรื่องของเด็ก แต่พ่อแม่ก็ไม่ปล่อยวางให้ลูกได้ฝึกเจอสถานการณ์ด้วยตัวเอง แต่พ่อแม่เข้าไปแก้ปัญหาและจัดการให้หมด กลายเป็นจุ้นจ้านต่อชีวิตของลูกไปซะอีก เวลาลูกเจอปัญหาอะไรต้องให้เขาฝึกเผชิญด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะมองเห็นแต่ตัวเอง เมื่อเกิดอะไรขึ้นมา เขาจะมองไม่เห็นปัญหาของคนอื่น หรือโทษว่าเพราะคนอื่นทำให้ฉันเกิดปัญหา

        ประการที่หก ลูกได้รับคำชื่นชมและชมเชยแบบพร่ำเพรื่อ
              การชื่นชมหรือชมเชยหรือให้กำลังใจลูกเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องมีความพอดีและเหมาะสมกำกับอยู่ด้วย เพราะถ้าชื่นชมมากเกินไป พร่ำเพรื่อเกินไปก็กลายเป็นสร้างปัญหาด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชื่นชมเพียงแค่เปลือก ชมที่ภายนอก เช่น ชมว่าลูกแต่งตัวสวย หล่อ หรือหน้าตาดี แต่ไม่ได้ชมที่พฤติกรรมของการทำดี ก็จะทำให้ลูกหลงและถือดีว่าตัวเองหน้าตาดี และนำไปสู่อาการหลงตัวเองได้

              ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมีส่วนทำให้ลูกของคุณเข้าข่ายเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่คิดถึงตัวเอง หรือภาษาของคนชาวอเมริกันที่เขาบอกว่าเข้าข่ายหลงตัวเอง จนถึงกับบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “Generation ME” ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มักมองแต่ตัวเอง