2552/02/09
อัศจรรย์แห่งชีวิต
วันต่อมา วันรุ่งขึ้น ทารกน้อยมีอาการดีขึ้นตามลำดับจนหายและกลับบ้านได้ในที่สุด นิตยสารวูแมนส์เดย์ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เพลงอัศจรรย์ของพี่ชาย” ส่วนทีมกุมารแพทย์เรียกมันว่า “อัศจรรย์” แต่แม่และไมเคิลขนานนามให้เป็น “อัศจรรย์ความรักของพระเจ้า”
เรียบเรียงจากเรื่องที่ 38 ในหนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต”*
*******************************
เรื่อง “อัศจรรย์” สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกยุคทุกสมัย ไม่เฉพาะแต่สมัยของพระเยซูเจ้าเท่านั้น แต่หากท่านที่ไม่เคยประสบกับตนเองก็จะไม่รู้สึกซาบซึ้งกับคำว่า “อัศจรรย์” หรือ “ปาฏิหาริย์” เท่ากับคนที่เคยประสบ ข้าพเจ้าอ่านเรื่องข้างต้นที่ยกมาจากหนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต” ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวของสองสามีภรรยาสองคู่ ทั้งสองคู่มีภาวะความเสี่ยงที่บุตรจะเกิดมาเป็นโรคทาลัสซีเมีย*
ในสมัยก่อน 40 กว่าปีที่แล้ว ยังไม่มีการตรวจความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ก่อนคลอดเหมือนปัจจุบัน สามีภรรยาคู่แรกให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน แต่มีสองคนที่เป็นทาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเรื้อรัง เด็กน้อยทั้งสองคนไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ เพื่อรับการให้เลือด แพทย์แจ้งกับผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็กน้อยทั้งสองว่า เด็กทั้งสองนี้จะมีอายุไม่นาน โดยทั่วไปไม่เกิน 15 ปี พ่อแม่ต้องทำใจ แต่ทั้งสองท่านมีศรัทธาในพระเจ้ามาก ขอพระพรจากพระเจ้าเพื่อบุตรชายทั้งสองของตนเสมอ จนเวลาล่วงเลยมา 40 กว่าปี บุตรชายคนหนึ่งได้จากไปก่อนด้วยวัยเพียงสามสิบกว่าๆ แต่บุตรชายอีกคนสามารถแต่งงานมีทายาทสืบสกุลที่สมบูรณ์ทุกประการได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาทั้งสองจะไม่ยืนยาว แต่ก็มากพอที่เขาจะได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่ และถ่ายทอดความรักนั้นสู่ลูกชายของเขาได้เช่นกัน “อัศจรรย์” ที่มีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวมากกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้กว่ายี่สิบปี เรื่องราว “อัศจรรย์” ทำนองนี้เกิดขึ้นเสมอ
และก็เกิดขึ้นกับสามีภรรยาคู่ที่สองที่ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวถึงซึ่งเป็นคู่ที่มีภาวะความเสี่ยงในการมีบุตรเป็นทาลัสซีเมีย (อัตรา1 ใน 4) เช่นเดียวกับคู่แรก แต่ทั้งคู่อยู่ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้ามากแล้ว สามารถตรวจหาความเสี่ยงได้ก่อนเด็กคลอด (การวินิจฉัยก่อนคลอด Prenatal diagnosis) ทั้งคู่เลือกโรงพยาบาลที่ดีที่สุดเพื่อดูแลบุตรในครรภ์เป็นอย่างดี และแพทย์ก็ยืนยันว่าไม่พบความเสี่ยงดังกล่าว แต่ในเดือนที่แปดของการตั้งครรภ์ก็เกิดภาวะผิดปกติ ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจผ่าคลอด และเมื่อคลอดแล้วก็พบว่าทารกมีร่างกายไม่สมบูรณ์ คือมีโครโมโซมผิดปกติทำให้หัวใจของเด็กน้อยมีแค่ 3 ห้อง แพทย์แจ้งให้ทำใจ เพราะทั่วไปเด็กจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน เด็กน้อยต้องอยู่ตู้อบในห้องไอซียูสำหรับเด็ก เมื่อทราบข่าวทุกคนในครอบครัวต่างเศร้าโศกเสียใจ อยากจะให้ “อัศจรรย์” หรือ “ปาฏิหาริย์” เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ใจก็ยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ และแล้วเด็กน้อยก็ต้องจากไป สามีภรรยาผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กน้อยคือผู้ที่ปวดร้าวที่สุด ยากที่จะทำใจยอมรับได้ และต้องพักฟื้นใจกันอีกระยะหนึ่ง
ทว่าทั้งสองคนและทุกคนในครอบครัวต่างเชื่อมั่น หากมี “ศรัทธา” สิ่งที่เราเชื่อมั่นจะต้องเป็นจริงได้ และข่าวดีก็เข้ามาให้ครอบครัวได้ดีใจกันอีกครั้ง เมื่อทราบว่าผู้เป็นภรรยาได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง และครั้งนี้ทุกคนในครอบครัวร่วมกันแสดงความศรัทธาและวอนขอพระพรจากพระผู้เป็นเจ้า บทสวดสำคัญที่สวดกันในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอในช่วงนั้น นอกจากการสวดสายประคำทุกวันแล้วนั้น นั่นคือบทสวด “พระเมตตา” ทุกวันศุกร์ และความชื่นชมยินดีก็มาถึง เมื่อครบกำหนดคลอด ครอบครัวก็ได้สมาชิกใหม่เป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู พวกเขาจึงตั้งนามนักบุญให้เด็กน้อยนี้ว่า “โฟสตินา”* เพื่อยืนยันถึง “พระเมตตา” ของพระเยซูเจ้า สายรุ้งและแสงแดดหลังพายุฝนกระหน่ำนั้นสวยงามเช่นไร ครอบครัวนี้เข้าใจความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ดูเหมือนว่าจะถูกทดลองความเชื่อมาก่อนที่จะพบกับความสุขก็ตาม
“อัศจรรย์”นั้นมีจริง และเกิดขึ้นได้กับทุกคนแสมอ หากเรา “เชื่อมั่น” และมี “ศรัทธา”
หมายเหตุ
* หนังสือ “อัศจรรย์แห่งชีวิต ฉบับความรักและมิตรภาพ” ยิตตา ฮัลเอบร์สแตม และจูดิธ เวลเวสนธัล เขียน / สิทธิพร ชุมชื่นจิตร์ เรียบเรีบง จาก Small Miracle of love & Friendship
* ทาลัสซีเมีย เป็นโรคเลือดชนิดหนึ่งที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะผิดปกติแตกสลายเร็วกว่าที่ควร ทำให้มีอาการซีดเหลืองเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้ จะต้องรับกรรมพันธุ์ที่
ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ (ซึ่งอาจไม่มีอาการแสดง) ถ้ารับจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการแสดง แต่จะมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป ในประเทศไทยพบว่ามีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอีสาน อาจมีถึง 40% ของประชากรทั่วไปที่มีกรรมพันธุ์ของโรคนี้ สาเหตุเกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียทั้งที่เป็นโรคและเป็นพาหะจะสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกติไปสู่ลูกหลานได้ ในกรณีที่พ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียว โอกาสที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 หรือครึ่งต่อครึ่ง แต่จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรค ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และ โอกาสที่จะปกติเท่ากับ 1 ใน 4 ในกรณีที่พ่อและแม่ ฝ่ายหนึ่งเป็นโรค และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 2 ใน 4 และ โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 โดยลูกไม่มีโอกาสปกติเลย (ข้อมูลจาก ไทยแลปออนไลน์ เฮท์ลไซต์)
* นักบุญ “โฟสตินา” มีชื่อเดิมว่า เฮเลนา โควาลสกา เกิดเมื่อวันที่25 สิงหาคม ค.ศ.1905 ที่หมู่บ้านโกลโลวิค ประเทศโปแลนด์ เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน เมื่ออายุเกือบ 20 ปี ได้เข้าอารามภคินี คณะพระแม่แห่งความเมตตา สมาชิกคณะนี้อุทิศตนเพื่อดูแลให้การศึกษาแก่สตรีที่ประสบปัญหาชีวิต ปีต่อมาได้รับเครื่องแบบนักบวชและรับนามใหม่ว่า ซิสเตอร์มาเรีย โฟตตินา ปี 1928 พระเยซูเจ้าเริ่มเผยแสดงพระองค์ต่อท่าน ปี 1930 ซิสเตอร์โฟสตินา ได้รับสารแห่งพระเมตตาจากพระเยซูเจ้า และเริ่มเขียนบันทึกยาวกว่า 600 หน้า เกี่ยวกับการเผยแสดงต่างๆ ที่ได้รับเกี่ยวกับพระเมตตาของพระเป็นเจ้า เป็นเครื่องมือเน้นย้ำแผนการแห่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้าสำหรับชาวโลก ชีวิตของท่านเลียนแบบองค์พระคริสตเจ้า ท่านพลีกรรมและมีชีวิตเพื่อผู้อื่น ท่านเต็มใจถวายความทุกข์ทรมานส่วนตัวร่วมกับพระองค์ เพื่อชดเชยบาปของผู้อื่น ทำกิจเมตตา กระตุ้นให้ผู้อื่นวางใจในพระเป็นเจ้า เพื่อเตรียมชาวโลกให้พร้อม สำหรับการเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งของพระองค์ ท่านทำตามคำสอนของพระเป็นเจ้าที่ตรัสว่า "จงมีความเมตตากรุณา เหมือนพระบิดาของท่านผู้ทรงเมตตา" ท่านมรณกรรมเมื่อปี 1938
ซิสเตอร์โฟสตินาได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.2000 พระองค์ตรัสในคำเทศน์ตอนหนึ่งว่า ชีวิตของซิสเตอร์ โฟสตินา โควาลสกา เป็นดังของประทานจากพระเป็นเจ้าเพื่อยุคสมัยของเรา ชีวิตที่ถ่อมตนของท่านเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 คนที่ยังจดจำได้ย่อมตระหนักดีว่า ณ เวลานั้นประชากรหลายล้านคนทั่วโลกต้องผจญกับความทุกข์ยากแสนทรมานเพียงไร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกต้องการสารแห่งความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ความรักพระเป็นเจ้า และความรักต่อพี่น้อง ชาย หญิงทั้งหลาย ไม่อาจแยกจากกันได้ ดังที่จดหมายของนักบุญยอห์นได้เตือนเราว่า "เรารู้ว่าเรารักบรรดาบุตรของพระเจ้า เมื่อเรารักพระเจ้าและปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์" (1 ยอห์น 5:2) แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักด้วยความรักที่ลึกซึ้ง โดยอาศัยตัวมนุษย์เองเท่านั้น แต่เราจะรักอย่างสิ้นสุดจิตใจได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนรู้โดยซึมซับจากรหัสธรรมแห่งความรักของพระเป็นเจ้า เมื่อเพ่งมองพระองค์ซึ่งเต็มไปด้วยหัวใจแห่งความเป็นพ่อ ทำให้เรามีดวงตาใหม่ในการมองเพื่อนพี่น้องด้วยสายตาแห่งการไม่เห็นแก่ตัว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ใจกรุณา และการให้อภัย ทั้งหมดนี้คือความเมตตานั่นเอง
(ข้อมูลจาก อุดมศานต์ - มีนาคม 2006)
2552/02/03
Mind Map เขียนความคิดการทัวร์แสวงบุญ

เรื่องการแสวงบุญ วัดคาทอลิก ความคิดที่เขียนเรื่องนี้ เพราะต้องการสรุปเรื่องราวเพื่อรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนับว่าเป็นการพักผ่อนของครอบครัว และให้แต่ละคนในบ้านได้ทราบว่า มีใครเกี่ยวข้อง และต้องทำอะไรต่อเนื่องบ้าง
แต่โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นตัวของผมเอง ที่จะต้องดำเนินการทั้งหมด
เริ่มตรงกลาง แล้ววนไปทางขวาบน คือ
•การเตรียมการ
oค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เนท ว่าวัดที่เราจะไปนั้นอยู่ในจังหวัดอะไร และ มีถนนการเดินทางเป็นอย่างไร ประกอบกับเก็บรูปภาพที่มีอยู่ในอินเตอร์เนทได้ดู หรือเทียบกับของจริงๆ ที่เราจะต้องไปเจอด้วยว่ามันจะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
oดูแผนที่จริง จากหนังสือท่องเที่ยวด้วยเพื่อให้สามารถจำได้ว่าจะต้องเดินทางไปอย่างไร และช่วยกันคิดตารางการเดินทางท่องเที่ยวในเบื้องต้นด้วยว่า จะแวะเที่ยว หรือซื้อของที่ใดบ้างอย่างไร พร้อมกับดูเมนูอาหารท้องถิ่น หรือ ข้อมูลของท้องถิ่นด้วยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
oจองที่พัก โดยการโทร.ไปพูดคุยกับสถานที่พัก และจองยืนยันการเข้าพักด้วย
•คนที่เกี่ยวข้อง
oคนร่วมเดินทาง ที่จะไปด้วยต้องทำตัวให้ว่าง หรือลางานได้ก็จะยิ่งดีเพราะจะได้มีเวลาไปได้มากขึ้น คนที่จะไปด้วยส่วนใหญ่ก็จะเป็น ย่า หรือยาย ภรรยา และลูก เป็นต้น
oคนที่จะอยู่เพื่อเฝ้าบ้าน โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นพี่สาว และหลาน
•สถานที่ไป
oพูดคุย ถามประวัติ หรือเรื่องราวของวัดนั้นๆ หรือ ท้องถิ่นมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจ เช่น คุยกับพระสงฆ์หลังจากที่เสร็จพิธีกรรม หรือ พูดคุยกับชาวบ้านละแวกนั้นด้วย
oเมื่อเที่ยวชุมชนใกล้เคียง โบราณสถานตลาด พร้อมแวะหาของที่ระลึก (ถ้ามี)
•เก็บภาพบันทึกเรื่องราว
oถ่ายภาพเก็บไว้ พิจารณามุมสวยของสถานที่ , ชื่อป้าย, จุดเด่นของสถานที่นั้นๆด้วย
oบันทึกเรื่องราวสั้นๆ เมื่อกลับมาแล้ว ภรรยาจะเป็นผู้เขียนเรื่องราวในรอบแรก และผมจะแก้ไข หรือเพิ่มเติมในเนื้อหาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับคัดเลือกรูปภาพประกอบลงในเว็บบล็อกของตัวเอง และอัดรูปบางส่วนลงกระดาษ เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกอีกทีหนึ่ง
2552/01/25
ความสุข ของกะทิ เพลงประกอบละคร
ขอร่วมสนับสนุน หนังสือดีๆ และเพลงเพราะๆ นะครับ..
2552/01/13
Bible พระคริสตคัมภีร์ แรงบันดาลใจ

หนังสือไบเบิ้ล หรือ พระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ผูกพันกับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ผมจำความได้ ตอนเด็กๆ ก็ได้เรียนคำสอน หรือ เรียนเรื่องราว ประวัติที่อยู่ในไบเบิ้ล เป็นคำสอนของพระเจ้า และที่สำคัญเป็นหนังสือบันทึกประวัติของพระเยซูเจ้าไว้อย่างครบถ้วน
หากจะพูดไปแล้วไบเบิ้ลนั้นมีแง่มุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านศาสนา ด้านเศรษฐกิจ และแต่ละมุมมองก็มีสิ่งที่น่าสนใจและน่าศึกษาพร้อมกับสามารถนำมาปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวันเลยทีเดียว
สื่อวิทยุ คลื่นกรีนเวฟ ที่ผมได้ฟังตั้งแต่คลื่นวิทยุนี้เปิดตัวเป็นครั้งแรก และก็ติดตามฟังอย่างสม่ำเสมอก็เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้ว ที่คลื่นแห่งนี้หล่อหลอมคนฟังด้วยดนตรีแนวฟังสบายๆ ดนตรีไม่รุนแรง และบางครั้งก็มีแง่คิดดีๆ จากการจัดรายการพูดคุยกันในทุกเย็นวันศุกร์
ถึงแม้ในอดีตทางรายการจะมีโฆษณาเยอะมากๆ เพราะเป็นคลื่นติดอันดับหนึ่ง ทำให้มีบริษัทฯ ต่างๆ ให้ความสนใจเพื่อลงโฆษณา แต่ทางสถานีก็จำกัดจำนวนโฆษณาไว้ เพื่อไม่ให้มันมีมากเกินไป และอาจจะทำให้ผู้ฟังนั้นเลิกฟังคลื่นนี้เพราะโฆษณามากเกินไป ก็นับว่าผู้บริหารสถานีมีความใส่ใจ และสนใจผู้ฟังด้วยเช่นกัน ในความเห็นของผมคิดว่าการฟังเพลงสบายๆ ก็นับว่าเป็นการสร้างคุณธรรมขึ้นมาในจิตใจได้ในระดับหนึ่ง
2552/01/07
ข้ามน้ำโขง แสวงบุญ วัดเทเรซา ประเทศลาว
ภาพหนังสือเพลงภายในวัด
รูปปั้น นักบุญเทเรซา บริเวณด้านหน้าวัด
พระแท่นบูชา2552/01/02
ความเป็นผู้นำของ บิล เกตส์
ในปี ค.ศ.1973 บิลล์ เกตส์ ผู้มีอายุเพียง 18 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย พร้อม พอล อัลเลน ไปก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ ในปี ค.ศ.1975 ด้วยความเชื่อว่า “คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับทุกคนทั้งที่บ้านและที่ทำงาน” นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก
ไมโครซอฟต์เติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และประสบผลสำเร็จอย่างมาก เพราะเป็นบริษัทของคนหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าและสร้างสรรค์ ที่เน้นการพัฒนาด้านซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ และทำให้บริษัทเป็นบริษัทแห่งการเรียนรู้และแข่งขันตลอดเวลา จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดคือได้ร่วมกับทางบริษัท IBM และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รายอื่นๆ สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS ได้เหมือนกัน ส่งผลมีคนใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น และทำให้บิลเกตส์ เป็นมหาเศรษฐี และประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่ม
ลักษณะของบิลเกตส์ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อาจจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้
๑. มีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ การได้รับความไว้วางใจจากผู้ร่วมก่อตั้ง และสามารถสร้างผลงานที่เป็นผลสำเร็จเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์การ ตลอดจนส่งผลการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกอีกด้วย
๒. มีประสบการณ์หลากหลาย ศักยภาพในการทำงานสูง เวลาทำงานทุ่มเทจริงจัง ทำงานวันละหลายชั่วโมง และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเวลาเผชิญกับปัญหาโดยไม่ละทิ้ง ตลอดจนมีทักษะหลากหลาย เพื่อคิดนโยบาย หรือการบริหารเชิงรุก เมื่อภาวการณ์แข่งขันเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ช่วงที่ยอดขายและกำไรของไมโครซอฟต์กำลังพุ่งแรง ในช่วงนั้นเกตส์ก็พลาดในเรื่องการมองไปข้างหน้า ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกอินเตอร์เน็ต แต่เขาก็เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานของเขาและพยายามปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเขายังมีนโยบายทางธุรกิจแบบรุกไปข้างหน้า แข่งขันแบบเอาชนะทุกวิถีทาง ทั้งการดัดแปลงความคิดของคนอื่น ผูกขาดครอบงำให้ผู้บริโภคต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทไมโครซอฟต์ขึ้นเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์
๓. สามารถแสดงความเป็นผู้นำที่ชัดเจน และประสบความสำเร็จแต่อายุยังน้อย เพียง 35 ปี บริษัทไมโครซอฟต์ ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ และมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
๔. มีบุคลิกภาพ กล้าคิด กล้าริเริ่ม หากวันนั้นบิล เกตส์ ไม่กล้าที่จะลาออก หรือไม่กล้าที่จะคิดทำบริษัท ไมโครซอฟต์ เขาก็คงจะไม่มีวันนี้ อีกทั้งยังกล้าท้าทายกระบวนการแบบเก่าๆ อยากรู้อยากเห็น เปิดเผย ตรงไปตรงมา เพราะในยุคนั้น มีใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มอย่าง เกตส์จะกล้าต่อกรกับยักษ์ใหญ่ IBM ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น
ฝากภาพรับปีใหม่ ๒๔๕๒ จาก ราชบุรี
















